News

ตรงโต๊ะลงทะเบียนหน้าโถงทำเนียบรัฐบาล สามีเอ่ยเตือนให้ฉันหุบปากเงียบๆ

เพราะคืนนี้เป็นงานสำคัญระดับชาติ…
ตรงโต๊ะลงทะเบียนหน้าโถงทำเนียบรัฐบาล สามีเอ่ยเตือนให้ฉันหุบปากเงียบๆ เพราะคืนนี้เป็นงานสำคัญระดับชาติ แต่ทันทีที่เจ้าหน้าที่สแกนซองบัตรเชิญของฉัน หล่อนกลับตัวแข็งทื่อแล้วกระซิบวิทยุสื่อสารว่า ‘ท่านมาถึงแล้วค่ะ’ ก่อนที่นายพลระดับสี่ดาวจะผละจากวงสนทนา รีบเดินตรงมาทำความเคารพฉันต่อหน้าสามีที่หน้าถอดสีจนขาวซีด

ตรงโต๊ะลงทะเบียนหน้าโถงทำเนียบรัฐบาล สามีเอ่ยเตือนให้ฉันหุบปากเงียบๆ เพราะคืนนี้เป็นงานสำคัญระดับชาติ…

Part 2: สามีฉันยิ้ม ทั้งที่เพิ่งขโมยคำขอบคุณ
“ขอเสียงปรบมือเพื่อเป็นเกียรติแด่ พันเอกหญิง วรินทร์…”

เสียงทุ้มกังวานของท่านนายกรัฐมนตรีดังก้องผ่านไมโครโฟนไปทั่วห้องจัดเลี้ยงใหญ่

ทว่าก่อนที่เสียงปรบมือรอบแรกจะทันได้ดังขึ้น เก้าอี้บุนวมสีทองจากแถวที่แปดก็ถูกเลื่อนออกเสียงดังครืด

อิทธิผุดลุกขึ้นยืนพรวดพราดจนคนรอบข้างสะดุ้งหันไปมอง

เขายืดอก ปรับสีหน้าให้ดูเปี่ยมไปด้วยความสง่าผ่าเผย แล้วสาวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งมาที่แถวหน้าสุดอย่างรวดเร็ว

หัวใจฉันกระตุกวูบ ความอับอายแล่นวาบขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ

เขาเดินมาหยุดยืนเคียงข้างฉัน ก้มศีรษะลงเล็กน้อยให้ท่านนายกฯ ก่อนจะหันไปสบตานายทหารระดับสูงที่นั่งเรียงราย

“ขอบพระคุณท่านนายกฯ และท่านผู้บังคับบัญชาทุกท่านครับ” อิทธิเปล่งเสียงดังฟังชัด ท่าทางดูน่าเชื่อถือและถ่อมตนอย่างแนบเนียน

เสียงในห้องโถงเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขาราวกับกำลังรอฟังคำชี้แจง

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความสำเร็จของภารกิจความมั่นคงนี้ เกิดจากการทุ่มเททำงานร่วมกันของเราสองคนครับ” อิทธิระบายยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ

เขาเอื้อมมือมาแตะที่แผ่นหลังของฉันเบาๆ ต่อหน้าธารกำนัล

“ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัวและนายทหารฝ่ายยุทธการ เราคอยแลกเปลี่ยนข้อมูล วางแผนเคียงบ่าเคียงไหล่ ทั้งงานหน้าด่านและงานเอกสารหลังบ้าน นี่คือผลงานร่วมกันของผมกับวรินทร์ครับ”

เลือดในกายของฉันพลันเย็นเฉียบจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง

กล้ามเนื้อบนใบหน้าฉันกระตุกเกร็งด้วยความเดือดดาลที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง

ฉันเบี่ยงตัวหลบสัมผัสจากมือของเขาอย่างไม่ไว้หน้า

“อย่ามาพูดจาแอบอ้าง อิทธิ” ฉันกดเสียงให้ต่ำที่สุด แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้คนรอบข้างได้ยินชัดเจน

รอยยิ้มของอิทธิชะงักค้างไปเสี้ยววินาที แววตาของเขาเริ่มฉายประกายขุ่นเคือง

“วรินทร์ อย่ามางี่เง่าในงานระดับนี้นะ” เขาขบกรามพูดรอดไรฟัน

“คุณไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าห้องทำงานของฉันอยู่ตรงไหนของกองบัญชาการ” ฉันจ้องลึกเข้าไปในตาเขาโดยไม่หลบสายตา “คุณไม่เคยรู้แม้กระทั่งชื่อรหัสของภารกิจ และไม่เคยสนใจเลยว่าฉันต้องรับผิดชอบชีวิตใครบ้าง นอกจากคอยเหยียดหยามว่าฉันเป็นแค่คนนั่งนับคลิปหนีบกระดาษ”

อิทธิหน้าถอดสีทันควัน ริ้วแดงแห่งความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาตามแนวสันกรามของเขา

นายทหารระดับพลตรีสองท่านที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เริ่มหันมองหน้ากันด้วยความกระอักกระอ่อใจ

พลเอกธนภัทรที่ยืนอยู่ข้างโพเดียมหรี่ตาลง มองการกระทำของสามีฉันด้วยแววตานิ่งสนิทจนน่ากลัว

อิทธิรู้ตัวว่าสถานการณ์เริ่มไม่เป็นใจ เขาจึงขยับตัวเข้ามาประชิดข้างหูฉันอย่างรวดเร็ว

ลมหายใจร้อนผ่าวของเขารดลงบนผิวแก้มของฉัน แต่มันกลับแฝงไปด้วยพิษร้ายที่ทำให้ฉันเย็นเยียบไปถึงกระดูก

“คิดจะหักหน้าพี่กลางงานนี้จริงๆ ใช่ไหม วรินทร์?”

ฉันยืนนิ่ง หลังเหยียดตรง สองมือที่ประสานไว้หน้าตักเริ่มสั่นเทาด้วยความกดดัน

“ถ้าเธอไม่ยอมตามน้ำ แล้วยังกล้าพูดจาหมาๆ หักหน้าพี่ต่อหน้าผู้ใหญ่แบบนี้…” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมในพริบตา

“…”

“ค่าฟอกไตของแม่เธอ ค่ายานอกบัญชีที่โรงพยาบาลเอกชนเดือนละเก้าหมื่นบาท พี่จะไม่โอนให้อีกต่อไปแม้แต่บาทเดียว”

คำขู่นั้นฟาดลงกลางอกฉันอย่างรุนแรงจนแทบหยุดหายใจ

ลำคอของฉันตีบตัน อากาศรอบตัวเหมือนจะถูกดูดหายไปจนหมดสิ้น

ภาพใบหน้าซีดเซียวของแม่ที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้แวบเข้ามาในหัวทันที

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ที่แม่ล้มป่วยลงด้วยโรคไตวายเรื้อรัง อิทธิเป็นคนเสนอตัวออกปากว่าจะช่วยรับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมด

แลกกับการที่ฉันต้องยอมทนทำงานบ้าน ปรนนิบัติแม่ของเขา และยอมให้เขาดูถูกต่อหน้าเพื่อนฝูงโดยห้ามมีปากเสียง

ฉันคิดมาตลอดว่าลึกๆ แล้วเขายังมีเศษเสี้ยวของความเมตตาหลงเหลืออยู่บ้าง

แต่สิ่งที่ได้ยินในวินาทีนี้ มันฉีกกระชากความหวังอันริบหรี่ของฉันจนขาดวิ่น

“คุณเอาชีวิตแม่ฉันมาขู่เหรอ อิทธิ?” ฉันเค้นเสียงถามด้วยความรังเกียจจนสุดจะทนในคืนแต่งงาน สามีตบหน้าฉันฉาดใหญ่จนต่างหูมุกหลุดกระเด็น เพียงเพราะฉันปฏิเสธที่จะเป็นคนรับใช้ซักผ้าให้คนทั้งบ้าน โดยมีแม่ผัวยืนปรบมือหัวเราะชอบใจ

” ‘แกมันก็แค่ช่างไม้แก่ๆ หัวเดียวกระเทียมลีบ คิดเหรอว่าจะมีปัญญาทำอะไรพวกฉันได้… งานบิลต์อินก็ฝังพุกติดผนังบ้านไปหมดแล้ว จะมีปัญญารื้อกลับไปได้ยังไง!’ สองผัวเมียไฮโซยืนกอดอกหัวเราะเยาะคุณตาวัยเกือบเจ็ดสิบปีของฉัน พร้อมปฏิเสธจ่ายเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายสองแสนสองหมื่นบาท โดยหารู้ไม่ว่า รอยยิ้มเย็นๆ ของคุณตาในวันนั้น… กำลังจะเปลี่ยนคฤหาสน์หรูร้อยล้านให้กลายเป็นห้องโถงร้างต่อหน้าแขกวีไอพีในเช้าวันรุ่งขึ้น!”

ลูกสะใภ้โทรมาสั่งให้ฉันเก็บกระเป๋าไสหัวออกไปนอนโรงแรมข้างนอก เพียงเพราะพ่อแม่ของเธอจะมาพักผ่อน ทั้งที่คอนโดหรูริมหาดหัวหินห้องนี้เป็นสมบัติที่ฉันกับสามีผู้ล่วงลับสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง
ฝ่ามือของฉันจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บแทงทะลุผิวหนัง ความเจ็บแปลบที่ฝ่ามือเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในอก

อิทธิส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาของเขาเยียบเย็นและไร้ซึ่งความสำนึกผิดใดๆ

“เงินช่วยแม่เธอ มันคือราคาที่เธอต้องจ่าย วรินทร์ จำไม่ได้เหรอ?”

คำพูดของเขาเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ มีเพียงฉันคนเดียวที่ได้ยินมันชัดเจนทุกถ้อยคำ

“เงินนั่นคือราคาค่างวดที่เธอต้องจ่าย เพื่อแลกกับการที่พี่จะได้ไม่อับอายใครว่ามีเมียตำแหน่งโตกว่าหน้าตาตัวเอง”

อิทธิโน้มตัวลงมาใกล้อีกนิด แววตาของเขาเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยความสะใจ

“ถ้าไม่มีเงินของพี่ แม่เธอก็นอนรอความตายอยู่ในห้องเช่าโทรมๆ ไปนานแล้ว สำนึกบุญคุณไว้ซะบ้าง”

ความจริงอันน่ารังเกียจที่ถูกเปิดเผยออกมาตรงๆ ทำให้กระเพาะของฉันปั่นป่วนจนแทบอาเจียน

ความช่วยเหลือที่เขาเคยเอาไปป่าวประกาศให้แม่ของเขาชื่นชม มันคือโซ่ตรวนที่เขาสร้างขึ้นมาล่ามฉันไว้

เขาต้องการเหยียบย่ำฉันลงไปในโคลนตม เพื่อให้ตัวเองดูสูงส่งและสง่างามที่สุดในสายตาคนทั้งโลก

เสียงฝีเท้าหนักแน่นของท่านนายกรัฐมนตรีดังใกล้เข้ามา

ท่านเดินลงมาจากโพเดียมพร้อมกล่องกำมะหยี่สีแดงสดที่บรรจุเหรียญเกียรติยศชั้นสูงสุด

พลเอกธนภัทรก้าวตามมาติดๆ สายตาอันเฉียบคมของท่านจ้องมองตรงมายังจุดที่เราสองคนยืนอยู่

อิทธิเปลี่ยนสีหน้าจากปีศาจกลับกลายเป็นนายทหารหนุ่มผู้ทรงเกียรติและอบอุ่นได้ในชั่วพริบตา

เขายื่นมือออกมาคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของฉันอย่างรวดเร็ว

นิ้วมือแข็งแรงของเขาบีบเค้นลงบนเนื้อแขนของฉันอย่างแรงจนกระดูกแทบแหลกละเอียดเพื่อบังคับให้ฉันสยบยอม

แต่ใบหน้าของเขากลับส่งยิ้มอ่อนโยนให้แก่กล้องของนักข่าวและผู้บังคับบัญชาที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

อิทธิเอียงหน้าลงมา สบตาฉันอย่างท้าทาย พลางเค้นเสียงกระซิบคำสั่งที่เย็นเยียบผ่านรอยยิ้มจอมปลอม

“ยิ้มสิ”

Part 3: คำว่าเมีย กลายเป็นเหตุให้ฉันพ้นงาน
ฉันสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรงจนข้อมือหลุดเป็นอิสระ

รอยนิ้วมือของเขาแดงเถือกเป็นปื้นอยู่บนผิวขาวซีดของฉัน ความเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นมาตามท่อนแขน

แต่อิทธิไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

เขากลับแหงนหน้าหัวเราะร่วนออกมาเสียงดังลั่นโถงรับรอง ก้องกังวานไปทั่วบริเวณหน้าโต๊ะเกียรติยศ

“ดูสิครับทุกคน ภรรยาผมเริ่มตื่นเต้นจนงอนอีกแล้ว”

น้ำเสียงของเขานุ่มนวล แฝงไปด้วยความอบอุ่นและขบขัน ราวกับเราเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กันลึกซึ้ง

นายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนส่งยิ้มบางๆ พลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดู

ไม่มีใครในที่นั้นมองเห็นประกายตาอำมหิตที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มจอมปลอมของเขาเลยสักคน

ลำคอของฉันแห้งผากจนแทบหายใจไม่ออก ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระรัวด้วยความเดือดดาล

ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังก้าวเท้าเข้ามาหยุดอยู่ห่างไปเพียงสองก้าว ในมือของท่านถือกล่องกำมะหยี่สีแดงสดที่ยังไม่ได้เปิดออก

พลเอกธนภัทรยืนขนาบข้าง สายตาคมกริบของท่านจับจ้องมาที่ฉันสลับกับอิทธิ

และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร อิทธิก็ก้าวเท้าขึ้นมาเบียดฉันไปด้านหลัง

เขาเหยียดตัวตรง ชิดเท้าทำความเคารพอย่างสง่างาม สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา

ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียด เจือความเจ็บปวดราวกับกำลังแบกรับเรื่องหนักหนาสาหัส

“ท่านนายกฯ ครับ ท่านผู้บัญชาการครับ ผมจำเป็นต้องกราบเรียนบางเรื่องด้วยความละอายใจอย่างยิ่ง”

เสียงของเขาไม่เบาเลย มันดังกังวานพอจะทำให้บทสนทนาทุกวงในระยะห้าเมตรหยุดชะงักลงทันที

พลเอกธนภัทรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาเคร่งขรึมลง

“มีเรื่องอะไรหรือ พันเอกอิทธิ พูดมาได้เลย”

อิทธิสูดลมหายใจเข้าลึก ทำทีเป็นหันมามองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและผิดหวัง

“พันเอกหญิงวรินทร์ ภรรยาของผม… เธอทำหน้าที่ในฝ่ายส่งกำลังบำรุงก็จริง แต่คืนนี้เธอทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรงครับ”

คำพูดนั้นทำให้ผู้คนรอบข้างเริ่มขยับตัวด้วยความประหลาดใจ

“เธอแอบนำข้อมูลของยุทธการส่งกำลังบำรุงในจุดเสี่ยงภัยชายแดน ซึ่งเป็นความลับทางทหารระดับสูงสุด มาเที่ยวพูดคุยโอ้อวดในงานนี้”

อิทธิเน้นเสียงหนักแน่น ทอดสายตามองท่านนายกฯ ราวกับทหารผู้จงรักภักดีที่ยอมหักกิ่งไม้ในบ้านตัวเอง

“เธอทำไปเพียงเพราะอยากเรียกร้องความสนใจ อยากได้พื้นที่หน้าสื่อ และอยากยกตัวเองขึ้นมาเทียบชั้นกับนายทหารระดับคุมกำลังครับ”

ความเงียบงันอันหนาวเหน็บเข้าปกคลุมบริเวณนั้นทันที

เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบ ก่อนจะพุ่งพล่านขึ้นมาจนขมับทั้งสองข้างเต้นตุบๆ

สายตาของผู้คนรอบข้างเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที จากความชื่นชมระคนแปลกใจ กลายเป็นความแคลงใจและเหยียดหยาม

เขาไม่เพียงแค่คิดจะขโมยความดีความชอบของฉัน

แต่เขากำลังจะผลักฉันลงเหว เพื่อให้ตัวเองเหยียบขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุด

ฉันกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจะจิกทะลุฝ่ามือ ความเจ็บทางกายไม่อาจเทียบกับความชิงชังที่ปะทุขึ้นในอก

ฉันก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ดึงตัวเองให้พ้นจากการบดบังของเขา

แผ่นหลังของฉันตั้งตรง สายตาประสานเข้ากับดวงตาเจ้าเล่ห์ของสามีอย่างไม่หวั่นไหว

“พันเอกอิทธิ”

ฉันเอ่ยชื่อและยศของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ทรงพลังจนคนทั้งวงต้องหันมาฟัง

“ที่คุณกล่าวหาว่าฉันเปิดเผยความลับทางทหารน่ะ… คำพูดประโยคไหนของฉันที่เป็นความลับ”

อิทธิชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาไหววูบด้วยความไม่คาดคิดที่ฉันกล้าสวนกลับต่อหน้าผู้บังคับบัญชา

“วรินทร์ คุณอย่ามาเล่นลิ้นตอนนี้เลย” เขาแสร้งทำเสียงดุเพื่อกลบเกลื่อน

“ฉันไม่ได้เล่นลิ้น ฉันถามคุณต่อหน้าท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและท่านนายกรัฐมนตรี”

ฉันเค้นเสียงถามซ้ำ ทุกคำชัดถ้อยชัดคำ

“ฉันเปิดเผยเรื่องอะไร รหัสยุทธการไหน เส้นทางลำเลียงพิกัดใด หรือชื่อกำลังพลนายไหน ระบุออกมาเดี๋ยวนี้สิคะ”

บรรยากาศรอบข้างบีบคั้นจนแทบไม่มีใครกล้าหายใจ

ใบหน้าของอิทธิเริ่มถอดสี เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

เขาไม่มีคำตอบ เพราะตั้งแต่ก้าวเข้ามาในงานนี้ ฉันไม่เคยปริปากพูดถึงรายละเอียดของภารกิจแม้แต่พยางค์เดียว

เขากำลังกุเรื่องขึ้นมาทั้งเพ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของฉัน

“คุณ… คุณพูดเป็นนัยกับคนในงาน” อิทธิพยายามแถข้างๆ คูๆ เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผม “แค่การพูดพาดพิงถึงภารกิจลับ มันก็ผิดระเบียบความมั่นคงแล้ว”

“พอได้แล้ว”

เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจของพลเอกธนภัทรดังตัดบทขึ้น

ท่านผู้บัญชาการก้าวมายืนคั่นกลางระหว่างเราสองคน ใบหน้าของท่านเรียบเฉยจนไม่อาจคาดเดาความรู้สึก

ในสายงานทหาร เมื่อมีการเอ่ยถึงการละเมิดความลับระดับชาติ ท่ามกลางงานเลี้ยงที่มีผู้นำรัฐบาลและทูตานุทูต กฎย่อมอยู่เหนือกฎ

ท่านไม่อาจปล่อยให้ข้อครหานี้ลอยนวลไปโดยไม่จัดการตามระเบียบขั้นตอน

พลเอกธนภัทรปรายตามองอิทธิแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตาฉันอย่างตรงไปตรงมา

“พันเอกหญิงวรินทร์”

“ค่ะ ท่านผู้บัญชาการ” ฉันขานรับ ขอบตาร้อนผ่าวแต่ยังคงยืนตรงแน่วแน่

“ในเมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดวินัยความลับขั้นสูงสุดเกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ เพื่อความโปร่งใสและเพื่อยุติข้อครหาทั้งหมดในทันที…”

ท่านหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ แววตาของท่านดุดันขึ้น

“ผมขอสั่งให้คุณพักการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจพิเศษทั้งหมดไว้ชั่วคราว มีผลตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป”

คำสั่งนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางกะโหลกของฉัน

เข่าของฉันแทบจะทรุดลงกับพื้นหินอ่อน ความเย็นเยียบแล่นวาบไปทั่วไขสันหลัง

ยี่สิบสี่ปีแห่งการรับใช้ชาติ หยาดเหงื่อและคราบน้ำตาในห้องนิรภัยใต้ดินที่ฉันแลกมาด้วยชีวิต

มันถูกสั่งหยุดลงเพียงเพราะคำใส่ร้ายไร้สาระของสามีที่นอนข้างกาย

ท่านนายกรัฐมนตรีถอนหายใจยาว ท่านมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเสียดาย ก่อนจะเก็บเหรียญเกียรติยศลงกระเป๋าเสื้อสูท

“เชิญผู้บังคับบัญชาไปคุยกันทางด้านในก่อนครับ” นายทหารคนสนิทเข้ามาเชิญท่านนายกฯ และพลเอกธนภัทรให้เดินเลี่ยงออกไปจากจุดที่ตกเป็นเป้าสายตา

สายตาของแขกเหรื่อรอบข้างที่มองมายังฉันในตอนนี้ เต็มไปด้วยความสมเพชและรังเกียจ

หญิงสาวที่เกือบจะได้เป็นวีรสตรี กลับกลายเป็นคนทำผิดวินัยที่ถูกสั่งพักงานอย่างน่าอดสู

เมื่อผู้ใหญ่เดินพ้นไป อิทธิก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวฉันทันที

เขายกยิ้มเยาะที่มุมปาก สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสะใจและถือไพ่เหนือกว่า

“เจ็บไหมล่ะวรินทร์”

เขาโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูฉัน เสียงแผ่วเบาแต่กรีดลึกลงไปในโสตประสาท

“เห็นหรือยังว่าคำว่าเมียของฉัน มันมีอำนาจทำลายเธอได้ง่ายดายแค่ไหน แค่ฉันอ้าปากพูดคำเดียว เธอก็หมดอนาคตทันที”

ฉันหันไปจ้องหน้าเขา ลมหายใจของฉันสั่นสะท้านด้วยความโกรธแค้นที่อัดแน่นจนแทบระเบิด

“คุณมันสารเลว อิทธิ”

อิทธิหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาของเขาเป็นประกายระยับ

“พี่จะให้ทางรอดกับเธออีกครั้งนะวรินทร์”

เขาขยับเข้ามาใกล้อีกจนได้กลิ่นน้ำหอมฉุนกึก

“ถ้าเธอยอมบอกท่านผู้บัญชาการ ว่างานวางแผนยุทธการทั้งหมดนี้ จริงๆ แล้วเป็นผลงานของพี่ โดยมีเธอเป็นแค่ผู้ช่วยคีย์ข้อมูล…”

เขาเว้นวรรคแล้วยิ้มกว้างขึ้นอย่างมีเลศนัย

“พี่จะยอมถอนคำกล่าวหาทั้งหมด แล้วบอกว่ามันเป็นแค่ความเข้าใจผิดในครอบครัว เธอก็จะไม่ถูกตั้งกรรมการสอบ และได้กลับไปทำงานเสมียนง่อยๆ ของเธอเหมือนเดิม วิน-วินทั้งคู่ใช่ไหมล่ะ”

ข้อเสนอที่น่าขยะแขยงถูกยื่นออกมาอย่างไร้ยางอาย

เขาต้องการให้ฉันก้มหัวยอมจำนน ยอมยกเกียรติยศและศักดิ์ศรีทั้งหมดที่ฉันสร้างมาให้เขาชุบมือเปิบ

หัวใจของฉันแหลกสลาย แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาอันไร้ขอบเขต

ฉันสบตาเขานิ่ง ไม่มีแม้แต่หยดน้ำตาที่เขาหวังจะได้เห็น

“ไม่มีวัน”

ฉันเค้นเสียงตอบกลับไปอย่างชัดเจน

“ฉันยอมถูกปลด ดีกว่าต้องยกความดีความชอบให้เศษสวะอย่างคุณ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของอิทธิชะงักค้าง ก่อนจะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน

“เธอคิดว่าเธอถือไพ่เหนือกว่างั้นเหรอวรินทร์”

เขาเค้นเสียงรอดไรฟัน ควักโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบอย่างรวดเร็ว

เขากดเบอร์โทรศัพท์ที่คุ้นเคย แล้วกดเปิดลำโพงอย่างจงใจ

เสียงสัญญาณดังเพียงครั้งเดียว ปลายสายก็กดรับทันที

“ว่าไงลูกอิทธิ ท่านนายกฯ มอบเหรียญให้ลูกหรือยัง แม่กำลังเตรียมจัดโต๊ะฉลองให้ลูกอยู่นะ” เสียงแม่สามีดังลอยออกมาอย่างกระตือรือร้น

อิทธิจ้องหน้าฉันด้วยสายตาอำมหิต ก่อนจะกรอกเสียงสั่งการลงไปในโทรศัพท์อย่างเด็ดขาด

“แม่ครับ จัดการเก็บของของวรินทร์โยนทิ้งไปให้หมด แล้วเอากุญแจบ้านคืน”

Part 4: บ้านที่ฉันผ่อน กลับไม่มีที่ให้ฉันยืน
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละวรินทร์ อย่าเอาเท้าของแกก้าวเข้ามาเหยียบในบ้านหลังนี้แม้แต่ก้าวเดียว”

แม่สามียืนกอดอกขวางอยู่ตรงประตูรั้วหน้าบ้านเดี่ยวสองชั้น

ถุงขยะสีดำใบใหญ่สามถุงถูกโยนกองระเกะระกะอยู่บนพื้นปูนหน้าโรงจอดรถ

เสื้อผ้า เครื่องแบบราชการ และเอกสารส่วนตัวบางส่วนของฉันทะลักโผล่ออกมาจากปากถุงที่ถูกมัดไว้อย่างลวกๆ

ฉันก้าวลงจากรถแท็กซี่ด้วยความเหนื่อยล้า มองสภาพข้าวของตัวเองด้วยหัวใจที่บีบรัดจนเจ็บแปลบ

ลำคอของฉันแห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก

“นี่มันหมายความว่ายังไงคะคุณแม่”

แม่สามีแสยะยิ้ม ยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่ชายเสื้อไหมของนางอย่างรังเกียจ

“ก็หมายความว่าแกต้องไสหัวออกไปจากชีวิตลูกชายฉันเดี๋ยวนี้ไงล่ะ”

นางก้าวลงมาจากเฉลียง ชี้หน้าฉันด้วยสายตากราดเกรี้ยว

“อิทธิโทรมาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว แกมันตัวซวย เป็นแค่เมียแต่ริอ่านไปทำตัวเด่นต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ หักหน้าสามีจนเขาอับอายขายหน้าไปทั้งกองทัพ”

“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดค่ะคุณแม่ ฉันแค่ไปรับเกียรติในส่วนของฉัน”

“เกียรติอะไรของแก หน้าที่เสมียนอย่างแกมีเกียรติอะไรให้เชิดหน้าชูตา”

แม่สามีแผดเสียงดังลั่นจนเพื่อนบ้านข้างเคียงเริ่มชะโงกหน้าออกมามอง

“ลูกชายฉันกำลังจะรุ่ง กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายพล แกต้องเสียสละเพื่ออนาคตของผัวสิ ไม่ใช่ไปแย่งซีนเขา ถ้าแกยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ก็รีบเก็บขยะพวกนี้แล้วไสหัวไปซะ เพื่อรักษาหน้าลูกชายฉัน”

ความร้อนแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ มือทั้งสองข้างของฉันกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

ฉันทุ่มเทหยาดเหงื่อทำงานในห้องลับใต้ดินมาตลอด เพื่อปกป้องชีวิตทหารและเกียรติภูมิของชาติ

แต่ในสายตาของครอบครัวนี้ สิ่งที่ฉันทำกลับเป็นเพียงความผิดที่ไปบดบังแสงสว่างจอมปลอมของลูกชายเขา

“บ้านหลังนี้เป็นชื่อร่วมค่ะคุณแม่”

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น

“เงินดาวน์ห้าแสนบาทเป็นเงินเก็บของฉัน และค่างวดบ้านทุกเดือนเกือบสี่หมื่นบาท ก็ตัดจากบัญชีเงินเดือนของฉันถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์”

“แล้วยังไง”

เสียงคุ้นเคยที่เยียบเย็นดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง

รถเก๋งคันหรูของอิทธิแล่นเข้ามาจอดเทียบข้างทางตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

เขาก้าวลงจากรถ ปลดกระดุมคอเสื้อเครื่องแบบออก ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นที่ยังคุกรุ่นมาจากงานเลี้ยง

เขาสาวเท้ายาวๆ ตรงเข้ามาหาฉัน ดวงตาคู่นั้นไม่มีความผูกพันของคนที่เคยเป็นสามีภรรยาหลงเหลืออยู่เลย

“เธอกล้าดียังไงมาทวงบุญคุณแถวนี้ วรินทร์”

อิทธิเดินเข้ามายืนเคียงข้างแม่ของเขา มองฉันเหมือนมองสิ่งปฏิกูล

“บ้านหลังนี้ชื่อของฉันเป็นผู้กู้หลัก เธอเป็นแค่ผู้กู้ร่วม อย่าสะเออะมาอ้างสิทธิ์”

“ฉันเป็นคนจ่ายเงินผ่อนบ้านหลังนี้เกือบทั้งหมดนะอิทธิ” ฉันตอกกลับไปทันควัน

“แล้วฉันไม่ได้จ่ายหรือไง ฉันให้ค่าดูแล ให้สถานะทางสังคมกับเธอมาตั้งสามปี มันยังไม่พอค่าผ่อนบ้านเศษเสี้ยวนี้อีกเหรอ”

เขาแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาเหยียดหยามกวาดมองถุงขยะบนพื้น

“อย่าแตะต้องอะไรข้างในบ้านหลังนี้เด็ดขาด ของทุกชิ้นในนั้นเป็นของฉันกับแม่”

“ในบ้านยังมีเอกสารราชการและของสำคัญของฉัน ฉันจะเข้าไปเอา”

ฉันขยับตัวจะเดินผ่านประตูรั้วเข้าไป

อิทธิกลับยื่นมือออกมากระชากแขนฉันอย่างแรงจนตัวฉันเซถอยหลัง

แรงบีบที่ต้นแขนทำให้กล้ามเนื้อของฉันปวดแปลบ แต่ความเจ็บนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความรังเกียจที่กำลังเอ่อล้นในอก

“ฉันสั่งว่าห้ามแตะ ก็คือห้ามแตะ”

เขาปล่อยมือออกราวกับกลัวเสนียดจัญไร แล้วหันไปหยิบกล่องเครื่องมือที่วางอยู่ตรงโคนเสา

ในมือของเขามีชุดลูกบิดและแม่กุญแจดิจิทัลตัวใหม่เอี่ยม

อิทธิหยิบไขควงและสว่านไร้สายออกมาอย่างใจเย็น

เขาเดินตรงไปที่ประตูบ้าน แล้วเริ่มขันน็อตถอดชุดกุญแจเดิมออกต่อหน้าต่อตาฉัน

เสียงโลหะกระทบกันดังแกร๊กๆ บาดลึกเข้าไปในความเงียบ

ฟ้าด้านบนเริ่มส่งเสียงคำรามครืนครั่น ลมกรรโชกแรงพัดเอาละอองไอน้ำเย็นเฉียบปะทะใบหน้า

เพียงไม่กี่อึดใจ สายฝนห่าใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง

เม็ดฝนเม็ดเป้งตกลงมากระทบผิวเนื้อจนชาดิก

เครื่องแบบของฉันเปียกชุ่มแนบไปกับตัว น้ำฝนไหลรินลงมาตามกรอบหน้าจนตาพร่ามัว

อิทธิยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านที่แห้งสนิท มือของเขาขันน็อตตัวสุดท้ายเข้าที่อย่างแน่นหนา

กริ๊ก…

เสียงสลักกุญแจใหม่ล็อกตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ

เขาทดสอบระบบสแกนลายนิ้วมือ เสียงสัญญาณตอบรับดังชัดเจนว่าสิทธิ์ในการเข้าบ้านหลังนี้ ไม่ได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับฉันอีกต่อไป

เขาวางมือลงบนสะโพก แล้วหันมามองฉันที่ยืนเปียกปอนอยู่กลางสายฝนด้วยสายตาสะใจ

“เรียบร้อย คราวนี้ต่อให้เธอคุกเข่าอ้อนวอน ฉันก็ไม่มีวันเปิดประตูรับคนทรยศอย่างเธอเข้ามาอีก”

แม่สามียืนหลบฝนอยู่ข้างหลังลูกชาย นางยกพัดขึ้นมาโบกเบาๆ ทั้งที่อากาศเย็นเฉียบ ริมฝีปากแต้มลิปสติกสีสดเหยียดยิ้มอย่างมีชัย

“สมน้ำหน้า นึกว่าตัวเองเก่งกล้านักหนา สุดท้ายก็เป็นได้แค่หมาหัวเน่าตากฝน”

แม่สามีหัวเราะเยาะเย้ยพลางกอดแขนลูกชายคนโปรด

“แกรู้ไว้ด้วยนะวรินทร์ อย่าคิดว่าแกมีค่าอะไรในสายตาลูกชายฉัน อิทธิเขาวางแผนจะเขี่ยแกทิ้งมาตั้งนานแล้ว”

คำพูดนั้นสะกดให้ฉันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ละอองฝนที่ตกลงมาดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

“แม่พูดอะไรนะ” ฉันถามลอดไรฟัน

แม่สามีเชิดหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความลำพองที่ได้เหยียบย่ำฉันจนจมดิน

“ฉันบอกว่า ลูกชายฉันไม่ได้อยากทนอยู่กับแกมาตั้งนานแล้ว เขามาคุยกับแม่ตั้งแต่สามเดือนก่อน เขาสัญญาไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าทันทีที่เขาได้รับเกียรติยศและผลงานใหญ่จากภารกิจนี้ จนได้เลื่อนยศเป็นนายพลเต็มตัว เขาจะหย่าแล้วเตะแกออกจากบ้านหลังนี้ทันที”

คำสารภาพนั้นตบหน้าฉันฉาดใหญ่ยิ่งกว่าแรงลมพายุ

สามปีที่ฉันยอมอดทน ยอมเป็นเงา ยอมให้เขาดูถูกในงานสังคม

ทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงความเย่อหยิ่งของเขา… แต่มันคือแผนการหักหลังที่ถูกเตรียมการไว้อย่างเลือดเย็น

เขารอคอยผลงานของฉันเพื่อใช้เป็นบันไดเหยียบขึ้นสู่จุดสูงสุด แล้วเตรียมจะถีบหัวส่งฉันทิ้งไปเหมือนขยะชิ้นหนึ่ง

ฉันยืนนิ่งกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ความหนาวเหน็บไม่ได้แล่นเข้าสู่ร่างกายอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นเปลวเพลิงที่เผาไหม้อยู่ในอก

ฉันจ้องมองใบหน้าของแม่สามีและอิทธิที่ยืนอยู่หลังบานประตูกระจก

พวกเขากำลังคิดว่าตัวเองชนะ

พวกเขากำลังคิดว่าฉันจนมุมและหมดทางสู้

อิทธิทำท่าจะเอื้อมมือไปดึงประตูปิดลงเพื่อตัดขาดทุกสิ่ง

แต่ก่อนที่บานประตูไม้สักหนาหนักจะปิดสนิทลง ฉันก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องทะลุสายฝนเข้าไปสบตากับแม่สามีตรงๆ

น้ำเสียงของฉันราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเยียบเย็นที่เสียดแทงทะลุเสียงฟ้าร้อง

“แล้วแม่รู้เรื่องคืนนั้นด้วยหรือเปล่าคะ”

มือของแม่สามีที่กำลังจะช่วยลูกชายดันประตูปิด ชะงักกึกค้างอยู่กลางอากาศทันที

Part 5: คนที่เคยหัวเราะเยาะฉัน ขอให้ฉันโกหก
แม่สามีชะงักค้างไปหลายวินาที ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมา แต่หล่อนไม่ยอมสบตาฉัน

สายตาของหญิงชราหลุบต่ำลงมองเพียงหยดน้ำฝนที่กระเซ็นเปียกชายกระโปรงของตัวเอง มือที่เหี่ยวย่นกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน

ฉันก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ปล่อยให้น้ำฝนเย็นเฉียบไหลรินผ่านใบหน้า แต่ก้อนเนื้อในอกกลับร้อนลวกราวกับมีถ่านไฟสุมอยู่

“แม่รู้ใช่ไหมคะ ว่าคืนวันที่ 14 ตุลาคม ปี 2565 ที่ฐานปฏิบัติการชายแดนใต้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

ความเงียบที่น่าอึดอัดโรยตัวลงมากดทับระหว่างเราสองคน มีเพียงเสียงเม็ดฝนตกกระทบหลังคากันสาดดังรัวกระหน่ำ

“ฉันถามว่าแม่รู้เรื่องที่อิทธิทิ้งคนไว้เบื้องหลังหรือเปล่า”

น้ำเสียงของฉันไม่ได้ตวาด แต่กลับหนักแน่นจนแม่สามีสะดุ้งโหยง ไหล่ของหล่อนห่อลงอย่างเห็นได้ชัด

“คืนนั้นลูกน้องของเขาบาดเจ็บสาหัสสองนายติดอยู่ในวงล้อม แต่อิทธิกลับขับรถหุ้มเกราะหนีออกมาคนเดียวเพื่อเอาชีวิตรอด แม่รู้เรื่องนี้ใช่ไหมคะ”

“หุบปากเดี๋ยวนี้ วรินทร์!”

เสียงตวาดกร้าวแผดลั่นออกมาจากด้านหลัง อิทธิกระชากบานประตูกระจกเปิดกว้างแล้วก้าวพรวดออกมายืนขวางหน้าแม่ของเขา

ดวงตาของสามีฉันแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ลมหายใจหอบกระชั้นเป่ารดผิวแก้มที่เปียกชื้นของฉัน

“อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อแถวนี้ เธอไม่มีสิทธิ์พูดถึงเรื่องนั้น!”

เขายื่นหน้าเข้ามากระซิบขู่ลอดไรฟัน แววตาอำมหิตจ้องลึกเข้ามาในตาฉัน

“ภารกิจนั้นจัดเป็นชั้นความลับระดับสูงที่สุดทางราชการ วรินทร์ เธอเซ็นสัญญารักษาความลับไว้ ลืมไปแล้วหรือไง”

ลำคอของฉันตีบตัน ความโกรธแล่นพล่านจนมือทั้งสองข้างสั่นเทา ฉันต้องจิกเล็บลงบนฝ่ามือเพื่อสะกดอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมา

“ฉันไม่ได้ลืม แต่อิทธิ… นายต่างหากที่กำลังใช้คำว่าความลับมาปิดบังความขี้ขลาดของตัวเอง”

“ฉันสั่งให้เธอหยุดพูด!” อิทธิคำรามในลำคอ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความหวาดระแวง “ถ้าเธอขืนพ่นเรื่องนี้ให้ใครฟังอีกแม้แต่คำเดียว ฉันจะรายงานนายทหารพระธรรมนูญ ส่งเธอขึ้นศาลทหารข้อหาละเมิดความลับความมั่นคง คราวนี้เธอจะไม่ได้แค่พักราชการ แต่เธอจะโดนปลดและต้องเนรเทศตัวเองไปนอนในคุก!”

ฉันมองดูผู้ชายตรงหน้าด้วยความสมเพชจนแทบอยากจะหัวเราะออกมา

หัวใจของฉันเต้นรัวด้วยความเจ็บปวดที่ถูกทรยศซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แววตาของฉันกลับยิ่งเย็นชาลงกว่าเดิม

“คิดว่าคำขู่พรรค์นั้นจะหยุดฉันได้เหรอ อิทธิ นายรู้ดีแก่ใจว่าใครเป็นคนวางเส้นทางดึงลูกน้องสองคนนั้นออกมาหลังจากที่นายทิ้งพวกเขาไว้”

“แกมันนังงูพิษ!”

เสียงหวีดร้องของแม่สามีดังแทรกขึ้นมา หล่อนถลันตัวออกมาจากด้านหลังลูกชาย ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มแป้งหนาเตอะบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง

หล่อนชี้นิ้วสั่นระริกตรงมาที่หน้าผากของฉัน แทบจะทิ่มโดนจมูก

“ลูกชายฉันเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แกมันก็แค่ผู้หญิงขี้อิจฉาที่เห็นผัวตัวเองกำลังจะได้เลื่อนยศแล้วทนไม่ได้ ถึงได้กุเรื่องชั่วๆ ขึ้นมาใส่ร้ายผัวตัวเองแบบนี้!”

คำด่าทอนั้นทิ่มแทงเข้ามาในโสตประสาท เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบราวกับกลายเป็นน้ำแข็ง

“แม่คิดว่าฉันแต่งเรื่องขึ้นมาเหรอคะ” ฉันถามเสียงเรียบ สบตากับหญิงชราอย่างไม่ยอมหลบ “ถ้าลูกชายแม่บริสุทธิ์ใจจริง ทำไมคืนนั้นเขาถึงไม่กล้าส่งรายงานตามความจริง ทำไมต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ฉันช่วยแก้บันทึกกำลังพล”

“เพราะแกมันบีบคั้นลูกฉันไง!” แม่สามีแผดเสียงลั่นจนคอโป่ง หล่อนตะโกนออกมาอย่างลืมตัวด้วยความรนราน

“คืนนั้นอิทธิต้องโทรกลับมาร้องไห้กับฉัน! เขาร้องไห้กราบเท้าขอให้ฉันช่วยโทรไปเกลี้ยกล่อมแก ขอให้แกยอมปิดปากเงียบ ยอมช่วยแก้บันทึกให้เขา!”

ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ลมหายใจของอิทธิสะดุดกึกทันที

ดวงตาของสามีฉันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เขาหันขวับไปมองแม่ของตัวเองที่เพิ่งพลั้งปากพูดความจริงที่ซ่อนไว้หลายปีออกมา

แม่สามีเองก็หน้าซีดเผือด หล่อนยกมือขึ้นทาบอก รีบหุบปากฉับเมื่อรู้ตัวว่าได้สารภาพสิ่งที่ไม่ควรพูดที่สุดออกไปต่อหน้าฉัน

ความจริงกระจ่างชัดจนไม่มีอะไรต้องสงสัยอีกต่อไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่สามีรู้เรื่องความขี้ขลาดของลูกชายตัวเองมาโดยตลอด

หล่อนรู้ดีว่าอิทธิเคยทำเรื่องน่าละอายไว้ในสนามรบ และรู้ว่าฉันคือคนที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์และรักษาหน้าตาของครอบครัวนี้ไว้

แต่แทนที่หล่อนจะสำนึกในบุญคุณ หล่อนกลับเลือกที่จะรวมหัวกับลูกชาย เหยียบย่ำฉัน และผลักไสฉันออกจากบ้านหลังนี้เมื่อหมดประโยชน์

ความรู้สึกจุกแน่นแล่นขึ้นมาจุกที่คอหอย แต่ฉันไม่ยอมให้น้ำตาแม้แต่หยดเดียวไหลออกมาให้คนพวกนี้เห็น

ฉันเชิดหน้าขึ้น สบตาสามีที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความกลัวว่าความลับจะรั่วไหล

“ในที่สุดแม่ก็ยอมรับออกมาเอง” ฉันพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “พวกคุณสองคนแม่ลูกใช้ชีวิตอยู่บนคำโกหกมานานจนหลงคิดว่ามันคือความจริงสินะ”

อิทธิยืนกัดฟันกรอดจนสันกรามปูดโปน ความหวาดกลัวในแววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความคลุ้มคลั่งที่ถูกต้อนจนมุม

เขาสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวฉันอย่างคุกคาม นัยน์ตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความอาฆาตมาดร้าย

Part 6: ทั้งห้องปรบมือให้คำโกหก ฉันยืนอยู่คนเดียว
“ขอเชิญพันเอกหญิงวรินทร์ ขึ้นมาบนเวทีด้านหน้าด้วยครับ”

เสียงห้าวของอิทธิดังก้องผ่านไมโครโฟน สะท้อนไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของกองบัญชาการ

เช้าวันนี้ นายทหารสัญญาบัตรทุกระดับชั้นและผู้บังคับบัญชาระดับสูงนั่งกันแน่นขนัดจนแทบไม่มีที่ว่าง

ฉันก้าวเท้าขึ้นบันไดเวทีทีละขั้นด้วยความแน่วแน่ แม้หัวใจจะเต้นกระหน่ำจนเจ็บแปลบในอก

สายตานับร้อยคู่ข้างล่างจับจ้องมาที่ฉัน มีทั้งความเคลือบแคลง สงสัย และแววตาเหยียดหยาม

อิทธิยืนอยู่หลังโพเดียมไม้สักในชุดเครื่องแบบทหารบกเต็มยศ เหรียญตราบนอกเสื้อสะท้อนแสงไฟวิบวับ

ใบหน้าของเขาแสร้งทำเป็นเศร้าสลด ราวกับผู้นำที่กำลังแบกรับความเจ็บปวดอันใหญ่หลวงไว้บนบ่า

“ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ และในฐานะสามีที่ร่วมชายคาเดียวกันมา…”

เขาเว้นจังหวะ ถอนหายใจยาวผ่านไมโครโฟนจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว

“ผมจำเป็นต้องออกมาชี้แจงความจริงเกี่ยวกับภารกิจลับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เอ่ยถึงเมื่อคืนนี้ เพื่อรักษาเกียรติยศของกองทัพและพี่น้องทหารทุกนาย”

ลำคอของฉันแห้งผาก ลมหายใจสะดุดกึก เลือดในกายเริ่มเย็นเฉียบ

“ภารกิจรักษาความมั่นคงชายแดนที่ช่วยชีวิตทหารนับพันนาย ไม่ใช่ผลงานของคนคนเดียว” อิทธิเริ่มขึ้นเสียงเข้ม “มันคือหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของทีมปฏิบัติการภาคสนามที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก”

เขากวาดสายตามองนายทหารในห้อง ก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตาผิดหวังอย่างเสแสร้ง

“แต่งานของพันเอกหญิงวรินทร์ เป็นเพียงงานประสานงานเอกสารและงานส่งกำลังบำรุงเบื้องหลังในห้องแอร์เท่านั้น”

เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ขึ้นทันทีทั่วทั้งห้องประชุม

นายทหารหลายนายเริ่มขยับตัว กระซิบกระซาบส่งสายตาวิพากษ์วิจารณ์มายังฉันอย่างเปิดเผย

“แต่เพราะความทะเยอทะยานส่วนตัว หล่อนกลับอาศัยช่องว่างของชั้นความลับ นำข้อมูลยุทธการของส่วนรวมไปแอบอ้างกับผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็นวีรสตรีเพียงคนเดียว”

คำพูดนั้นเสียดแทงเข้ากลางอกราวกับใบมีดคมกริบ เล็บของฉันจิกแน่นเข้ากับฝ่ามือจนเจ็บแปลบ

เขากำลังยืนบิดเบือนความจริงอย่างหน้าด้านๆ ต่อหน้าคนทั้งกองทัพ

ฉันขยับก้าวเข้าไปประชิดข้างโพเดียม จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายที่ฉันเคยเรียกว่าสามี

“ทำไมพี่ถึงต้องทำร้ายฉันถึงเพียงนี้” ฉันถามเขาตรงๆ ด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท แต่แฝงความสั่นสะท้านอยู่ข้างใน

อิทธิเหลือบมองฉันเพียงแวบเดียว แววตาของเขาไร้ซึ่งความสำนึกผิดใดๆ

“ยี่สิบสี่ปีที่ฉันทำงานในเงามืด ยี่สิบสี่ปีที่ฉันวางแผนเส้นทางคุ้มกันชีวิตพวกคุณทุกคน พี่กล้าลบมันทิ้งด้วยคำโกหกพวกนี้ได้อย่างไร”

อิทธิไม่ได้สะทกสะท้านกับคำถามของฉันเลยสักนิด

เขาเอื้อมมือไปกดปิดสวิตช์ไมโครโฟนลงครู่หนึ่ง แล้วเอียงใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนใบหูของฉัน

ริมฝีปากของเขายกยิ้มเย้ยหยันอย่างเลือดเย็น ดวงตาเต็มไปด้วยความสะใจของผู้ชนะ

“เพราะเธอไม่มีใครเชื่อไงล่ะ”

คำตอบของเขาแผ่วเบา แต่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของฉันราวกับฟ้าผ่า

“คนทั้งกองทัพรู้จักฉัน รู้จักผลงานหน้าฉากของฉัน แต่ไม่มีใครรู้จักตัวตนของเธอเลยสักคน” เขาขยับถอยออกไปช้าๆ “คนนิรนามอย่างเธอ พูดความจริงไปก็ไม่มีใครรับฟังหรอกวรินทร์”

อิทธิเปิดสวิตช์ไมโครโฟนกลับขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของเขากลับมาเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยคุณธรรมจอมปลอมในเสี้ยววินาที

“เพื่อรักษามาตรฐานทางวินัย ผมขอแสดงความรับผิดชอบ และขอให้ที่ประชุมแห่งนี้เป็นพยานในการจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดครับ”

แปะ… แปะ… แปะ…

เสียงตบมือดังขึ้นเป็นจังหวะช้าๆ จากแถวหน้าสุดของหอประชุม

แม่สามีของฉันนั่งเชิดหน้าอยู่ที่นั่น หล่อนเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนปรบมือด้วยรอยยิ้มกระหยิ่มและสายตาสะใจที่เห็นฉันตกต่ำ

เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงปรบมือก็เริ่มดังกึกก้องตามมาเป็นทอดๆ ราวกับคลื่นกระทบฝั่ง

นายทหารนับร้อยลุกขึ้นยืนส่งเสียงสนับสนุนคำโกหกของเขา ทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าหาญจอมปลอมของอิทธิ

ฉันยืนนิ่งอยู่กลางเวทีอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังกระหึ่มจนแสบแก้วหู

ฉันหันสายตาไปมองที่โต๊ะประธานตรงกลางห้อง พลเอกธนภัทรนั่งอยู่ที่นั่น

ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั่งหลังตรง ใบหน้าของท่านเรียบเฉย ไร้ร่องรอยของอารมณ์ใดๆ

ท่านไม่ได้เอ่ยปากห้ามปราม ไม่ได้ยกมือคัดค้าน และไม่ได้แม้แต่จะสบตากับฉัน

ความเงียบงันอันเฉยชาของท่านผู้บัญชาการ เหมือนค้อนขนาดใหญ่ที่ทุบลงกลางหัวใจของฉันจนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี

ความหวังสุดท้ายที่ฉันคิดว่าความยุติธรรมจะคุ้มครองคนที่ทำงานปิดทองหลังพระ พังทลายลงในพริบตา

ในวินาทีนี้ ฉันตระหนักได้อย่างชัดเจนแล้วว่าฉันได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปจนหมดสิ้น

หน้าที่การงานที่ฉันทุ่มเทหยาดเหงื่อและลมหายใจมาตลอดชีวิต ถูกสั่งพักราชการอย่างไร้เกียรติ

บ้านที่ฉันก้มหน้าก้มตาทำงานส่งเงินผ่อนร่วมกันมาทุกเดือน ถูกเปลี่ยนลูกบิดและขับไล่ฉันออกมาเหมือนคนไร้บ้าน

ครอบครัวที่ฉันคิดว่าแต่งงานเข้ามาเพื่อร่วมทุกข์ร่วมสุข กลับร่วมมือกันแทงข้างหลังและถีบหัวส่งฉันอย่างเลือดเย็น

และชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมานานยี่สิบสี่ปี กำลังถูกฉีกทึ้งและเหยียบย่ำต่อหน้าคนนับร้อยในห้องประชุมแห่งนี้

ความอ้างว้างและเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจุกแน่นที่ลำคอจนแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลง

Part 7: เสียงเดียว ทำให้ทั้งห้องหยุดปรบมือ
“พันเอกอิทธิ”

เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังผ่านไมโครโฟน ตัดผ่านเสียงปรบมือในห้องประชุมใหญ่จนทุกสายตาชะงักค้าง

พลเอกธนภัทรลุกขึ้นยืนช้าๆ ใบหน้าคมเข้มของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดไร้รอยยิ้ม ดวงตากริบจับจ้องตรงไปยังเวที

อิทธิที่กำลังค้อมตัวรับเสียงชื่นชมชะงักกึก รอยยิ้มกระหยิ่มใจค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า

เขารีบดึงชายเสื้อเครื่องแบบให้ตึง ขยับคอเสื้อพลางยิ้มประจบ

“ครับ ท่านผู้บัญชาการ”

ท่านก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว สองมือไพล่หลังอย่างสง่าผ่าเผย

“เมื่อครู่นี้ เธอยืนยันใช่ไหม ว่าแผนยุทธการทั้งหมดในภารกิจชายแดนเมื่อ พ.ศ. 2566 เป็นผลงานและการตัดสินใจของเธอเพียงผู้เดียว”

คำถามนั้นเรียบนิ่ง ทว่าแฝงแรงกดดันมหาศาลจนบรรยากาศในห้องเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง

ความเงียบงันแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วห้อง ทุกคนกลั้นหายใจรอฟังคำตอบ

แม่สามีที่นั่งอยู่แถวหน้าขยับตัวยิ้มกว้าง รีบพยักหน้ารัวๆ ให้ลูกชายอย่างภาคภูมิใจ นางคงคิดว่าท่านนายพลกำลังจะมอบเกียรติยศชิ้นโตให้ตระกูล

“ครับท่าน!” อิทธิตอบเสียงดังฟังชัด อกผายไหล่ผึ่ง “ผมเป็นคนวางแผน คุมสถานการณ์ และรับผิดชอบทั้งหมดด้วยตัวเองครับ ไม่มีคนอื่นเกี่ยวข้อง”

หัวใจของฉันกระตุกวูบ ลำคอตีบตันด้วยความสมเพชและขยะแขยง

ความอดทนยี่สิบสี่ปีในเครื่องแบบ และสามปีในฐานะภรรยา สิ้นสุดลงตรงวินาทีนี้

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปเผชิญหน้ากับเขาบนเวที

“ถ้าคุณเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดจริง…” เสียงของฉันเอ่ยขึ้น นิ่งสนิทแต่ก้องกังวานไปทั่วโถงประชุม

อิทธิหันขวับมามองฉัน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความชิงชังและรังเกียจ

“ลงไปซะวรินทร์! อย่ามาทำตัวน่าสมเพชเรียกร้องความสนใจแถวนี้!” เขาขู่ฟ่อ ลมหายใจร้อนผ่าวรดหน้าฉัน “เธอหมดอนาคตไปแล้ว ยอมรับความจริงแล้วไสหัวไป!”

ฉันสบตาเขาตรงๆ แววตาไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย

“แล้วใครกันคะอิทธิ ที่โทรศัพท์มาร้องไห้กลางดึก คุกเข่าอ้อนวอนขอให้ฉันตัดชื่อคุณออกจากรายงานสรุปภารกิจ”

รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของอิทธิเลือนหายไปในพริบตา

กล้ามเนื้อบนแก้มของเขากระตุกวูบ ริมฝีปากเริ่มสั่นระริก

“เธอ… เธอพูดบ้าอะไรของเธอ!” อิทธิตวาดลั่น เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก “ทุกคนก็เห็นว่าเธอเป็นคนแต่งเรื่อง! แม่ครับ ดูมันสิ!”

แม่สามีลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ชี้หน้าฉันด้วยความเกรี้ยวกราด

“นังวรินทร์! หุบปากเน่าๆ ของแกเดี๋ยวนี้นะ! แกมันอิจฉาลูกชายฉันจนเป็นบ้าไปแล้ว!”

“คนที่ต้องหุบปากคือพวกคุณ!”

เสียงตวาดกึกก้องของพลเอกธนภัทรดังสนั่นจนลำโพงเวทีสะท้อนหวีดแหลม

คนทั้งห้องสะดุ้งสุดตัว แม่สามีผงะล้มลงไปนั่งแปะกับเก้าอี้ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด

ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดเดินก้าวยาวๆ ขึ้นมาบนเวที ดวงตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ

“พันเอกอิทธิ เธอคิดว่าฉันแก่จนเลอะเลือนงั้นหรือ”

อิทธิกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขาของเขาเริ่มสั่นจนยืนแทบไม่อยู่

“ในคืนเกิดเหตุ ใครเป็นคนโทรเข้าโทรศัพท์สายตรงของฉัน ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนหมาจนตรอก สารภาพว่าตัวเองตื่นตูมจนทิ้งลูกน้องทั้งหมวดไว้กลางดงกระสุนเพื่อเอาตัวรอดออกมาคนเดียว!”

เกิดเสียงสูดหายใจด้วยความตกตะลึงดังก้องไปทั่วทั้งห้องประชุม

นายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายสิบนายหันมองหน้ากันด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์

เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบ ภาพความเจ็บปวดในอดีตแล่นผ่านเข้ามา แต่ครั้งนี้ ฉันไม่ต้องแบกรับมันไว้เพียงลำพังอีกต่อไป

“ทะ…ท่านครับ ผม…” อิทธิละล่ำละลัก ใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ

“เธอขอร้องให้ฉันเห็นแก่หน้าพ่อของเธอ และเธอก็บอกเองว่าพันเอกหญิงวรินทร์กำลังนำกำลังส่วนหลังเข้าแก้ไขสถานการณ์!” พลเอกธนภัทรตวาดเสียงกร้าว “เธออ้อนวอนให้ภรรยาของเธอตัดชื่อเธอออกจากความผิดพลาดร้ายแรงนั้น ยอมให้เขาเสี่ยงชีวิตนำคนบาดเจ็บกลับมา เพื่อไม่ให้เธอต้องติดคุกทหารและถูกปลดออกจากราชการอย่างไร้เกียรติ!”

ห้องประชุมทั้งห้องเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศ

แม่สามีนั่งเอามือกุมหน้าอก หายใจรวยริน สายตามองดูลูกชายด้วยความตระหนกตกใจอย่างที่สุด

“ฉันเฝ้ารอ… รอว่าสักวันหนึ่งเธอจะสำนึกในบุญคุณของคนที่ช่วยชีวิตและเกียรติยศของเธอไว้” ท่านผู้บัญชาการก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าอิทธิ “แต่เธอกลับฉกฉวยเอาเกียรติยศของคนที่เคยปกป้องเธอ ซ้ำร้ายยังเหยียบย่ำ ขับไล่เขาออกจากบ้าน และคิดจะทำลายอนาคตของภรรยาตัวเองอย่างไร้ยางอาย!”

ความจริงอันน่ารังเกียจที่ถูกเปิดโปง ฟาดลงกลางศีรษะของพันเอกอิทธิจนพังทลาย

เขาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นเวที ร่างกายสั่นเทาเหมือนคนจับไข้

“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป” พลเอกธนภัทรหันไปประกาศก้องต่อหน้านายทหารและข้าราชการระดับสูงทุกคน

“กองทัพขอสั่งเพิกถอนคำประกาศเกียรติคุณและเหรียญเชิดชูเกียรติทั้งหมดที่พันเอกอิทธิแอบอ้าง พร้อมทั้งมีคำสั่งพักราชการพันเอกอิทธิโดยไม่มีกำหนด และส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลทหารเพื่อดำเนินคดีข้อหาละทิ้งหน้าที่และรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา!”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมขึ้นรอบทิศทาง สายตาเหยียดหยามนับร้อยคู่พุ่งตรงไปยังร่างที่คุกเข่าอยู่บนพื้น

จากนั้น ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็หมุนตัวกลับมาหาฉัน

แววตาดุดันของท่านเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเคารพอย่างจริงใจ

ท่านยกมือขึ้นทำความเคารพฉันอย่างสง่างาม

“และสำหรับพันเอกหญิงวรินทร์… คำสั่งพักราชการของคุณถือเป็นโมฆะ ขอให้คุณกลับเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุงและยุทธการพิเศษตามเดิม กองทัพต้องการคนที่ทำงานด้วยจิตวิญญาณแห่งเกียรติยศที่แท้จริงครับ”

น้ำตาอุ่นๆ เอ่อรื้นที่ขอบตาของฉัน ไม่ใช่เพราะความเศร้า แต่เป็นความโล่งใจที่ศักดิ์ศรีของฉันได้รับการทวงคืน

ฉันยกมือทำความเคารพตอบท่านด้วยแผ่นหลังที่เหยียดตรงและภาคภูมิใจ

เสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงปรบมือที่ก้องกังวานและจริงใจ มอบให้แก่ฉันแต่เพียงผู้เดียว

ฉันหมุนตัวก้าวเดินลงจากเวทีอย่างสง่างาม ไม่คิดจะหันกลับไปมองซากปรักหักพังข้างหลังอีก

ทว่าทันทีที่ฉันก้าวลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย

อิทธิก็คลานตะเกียกตะกายลงมาจากเวที ยื่นมือที่สั่นเทามาคว้าชายกระโปรงเครื่องแบบของฉันไว้แน่น

น้ำตาและเหงื่อเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าของอดีตสามีผู้เย่อหยิ่ง

“วรินทร์… พี่ยกโทษให้พี่เถอะนะ!” เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา “พี่สำนึกผิดแล้ว… เรากลับบ้านด้วยกันนะวรินทร์ พี่จะให้แม่ขอโทษเธอ พี่จะคืนบ้าน คืนทุกอย่างให้เธอ… กลับบ้านกับพี่เถอะนะ!”

แม่สามีรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ยกมือไหว้ฉันประหลกๆ น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัวว่าลูกชายจะหมดอนาคต

ฉันก้มลงมองชายผู้ที่เคยดูถูกฉันว่าเป็นแค่เสมียนห้องแอร์ ชายที่เคยยืนหัวเราะตอนที่แม่ของเขาเปลี่ยนลูกบิดขังฉันไว้กลางสายฝน

ฉันดึงชายกระโปรงออกจากมือของเขาอย่างช้าๆ และหนักแน่น

“บ้านของฉัน ไม่ใช่ที่ที่คุณยืนขวางประตู”

— จบบริบูรณ์ —

ฉันอาเจียนใส่เอกสารหย่า… และสามีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในกรุงเทพฯ ก็ยกเลิกทุกอย่างทันทีที่รู้เหตุผล
ฉันอาเจียนใส่เอกสารหย่า… และสามีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในกรุงเทพฯ ก็ยกเลิกทุกอย่างทันทีที่รู้เหตุผล
บทที่ 1
ฉันอาเจียนใส่เอกสารหย่า… และสามีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในกรุงเทพฯ ก็ยกเลิกทุกอย่างทันทีที่รู้เหตุผล
ฉันอาเจียนออกมาก่อนที่จะทันได้เซ็นเอกสารหย่า
ไม่ใช่ที่บ้าน
ไม่ใช่ในห้องน้ำ
แต่เป็นกลางห้องทำงานของทนายความส่วนตัวของสามีฉัน โดยมีเอกสารสิบสองหน้าที่รอการเซ็นชื่อของฉัน และผู้ชายที่ปฏิบัติกับฉันราวกับคนแปลกหน้ามาเป็นเวลาหกเดือนกำลังมองฉันอยู่จากอีกฝากหนึ่งของโต๊ะ
ชื่อของฉันคือ พrin (พริมา)
และเช้าวันนั้นเดิมทีฉันควรจะต้องกลายเป็นอดีตภรรยาของ ธน ภัทร อย่างเป็นทางการ
ในกรุงเทพฯ สื่อมวลชนเรียกเขาว่านักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล
ตำรวจใช้คำเรียกอื่น ๆ
ส่วนคนที่รู้ว่าเขาเป็นใครจริง ๆ ต่างพากันหลีกเลี่ยงที่จะเอמהนามสกุลของเขาดังเกินไป
ฉันเคยเป็นภรรยาของเขามาเป็นเวลาห้าปี
ในช่วงสี่ปีแรก ธน แทบจะไม่เคยเดินผ่านฉันโดยไม่สัมผัสฉันเลย
มือหนึ่งโอบรอบเอวของฉัน
จูบเบา ๆ บนหน้าผากของฉัน
ปลายนิ้วของเขาสัมผัสมือของฉันใต้โต๊ะอาหาร
หลังจากนั้น เมื่อหกเดือนก่อน ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป
เขาหยุดนอนร่วมเตียงกับฉัน
เริ่มใช้เวลาทั้งคืนอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว
ยกเลิกมื้อค่ำด้วยกัน
การโทรศัพท์ของเขาสั้นลง
สายตาของเขาห่างเหิน
เมื่อฉันถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเพียงแต่ตอบว่า
“งาน”
สามสัปดาห์ก่อน มีทนายความคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่คอนโดมิเนียมของฉัน
เรื่องหย่า
ไม่มีคำอธิบาย
ไม่มีการพูดคุย
มีเพียงเอกสารเท่านั้น
ดังนั้นฉันจึงหยุดถาม
เช้าวันนั้นฉันหยิบปากกาขึ้นมา
และท้องของฉันก็ปั่นป่วนขึ้นมาทันที
ฉันแทบไม่มีเวลาเดินไปถึงถังขยะโลหะใบเล็กข้างโต๊ะทำงาน
เมื่อฉันเงยหน้าขึ้นในที่สุด ธน ก็ยืนอยู่ตรงนั้น
นิ่งสนิทไม่ไหวติง
“ไปโรงพยาบาล”
ฉันใช้มือเช็ดปากของฉัน
“ฉันไม่เป็นไร”
“พริมา”
“ฉันแค่เวียนหัวตอนอยู่บนรถ”
สายตาของเขาหรี่ลง
“ระยะเวลาเดินทางคือสิบสองนาที”
“รถติด”
“ไม่มีรถติดสักหน่อย”
ฉันเกลียดที่เขายังคงรู้ทันเวลาที่ฉันโกหก
“ฉันไม่อยากทะเลาะ”
“เราไม่ได้ทะเลาะกัน”
“พวกเรากำลังจะหย่ากัน”
“ตอนนี้ไม่แล้ว”
หัวใจของฉันเต้นกระหน่ำ
“อะไรนะ”
ธน หันไปมองบอดี้การ์ดคนหนึ่งของเขา
“ไปเอารถมา”
จากนั้นเขาก็หันกลับมาหาฉัน
“เราจะไปโรงพยาบาล”
“คุณยกเลิกการหย่าให้ฉันไม่ได้เพียงเพราะฉันอาเจียนหรอกนะ”
“ฉันยกเลิกการประชุมนี้ได้”
“คุณมาออกคำสั่งกับฉันไม่ได้นะ”
“เธอกำลังตัวสั่น”
“ฉันกำลังโกรธต่างหาก”
“หน้าเธอซีดมาก”
“ฉันไม่ได้นอน”
“เธอเกือบจะล้มอยู่แล้ว”
“ก็เพราะฉันอยู่ที่นี่เพื่อเซ็นชื่อปิดฉากชีวิตแต่งงานของเรายังไงล่ะ”
กรามของเขาขบเข้าหากันแน่น
“โรงพยาบาล”
“ไม่”
เขาเดินเข้ามาใกล้
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะอุ้มเธอไปเอง”
ฉันเชื่อเขา
อีกยี่สิบนาทีต่อมา เราก็เข้ามาอยู่ในรถเอสยูวีสีดำคันหรูของเขา
เบาะหนังชั้นดีและความเงียบงันตลอดหกเดือนระหว่างเรา
ท้องของฉันกลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง
ธน สังเกตเห็นมัน
แน่นอนว่าเขาต้องเห็น
“ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่คืออะไร”
“อาการคลื่นไส้พวกนั้น”
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างรถ
“ฉันไม่ได้ป่วยสักหน่อย”
“พริมา”
“สองสัปดาห์แล้ว”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป
“ตอนเช้า ๆ งั้นเหรอ”
ฉันไม่ตอบ
“พริมา”
“เกือบทุกวัน”
จากนั้นเขาก็เหลือบมองลงมาที่หน้าท้องของฉัน
ชีพจรของฉันเต้นรัวเร็วขึ้น
“ไม่”
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
“อย่าทำหน้าแบบนั้นนะ”
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ”
“ไม่ต้องพูดก็รู้”
ฉันคำนวณวันในใจเรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่าต้องใช่
คืนแล้วคืนเล่าในคอนโดใหม่ที่ฉันมองปฏิทิน
คอยบอกตัวเองว่าความเครียดอาจทำให้ประจำเดือนมา าช้า
ว่าความเศร้าอาจทำให้คลื่นไส้
ว่าการจู่ ๆ ก็เกลียดกลิ่นกาแฟอาจหมายถึงอะไรก็ได้ทั้งนั้น
ฉันเกาะติดอยู่กับคำอธิบายทุกอย่างยกเว้นเพียงข้อเดียว
ธนโน้มตัวไปข้างหน้า
“ประจำเดือนครั้งสุดท้ายของเธอมาเมื่อไหร่”
ฉันมองหน้าเขา
“คุณไม่มีสิทธิ์มาถามฉันเรื่องนี้นะ”
น้ำเสียงของเขาเบาลง
“เมื่อไหร่”
“ไม่”
“พริมา”
“อย่ามาเค้นถามฉันเหมือนว่าคุณยังเป็นสามีของฉันอยู่”
แล้วเขาก็พูดประโยคที่ฉันไม่ได้ยินมานานหลายเดือน
“ได้โปรดเถอะนะ”
คำพูดคำนั้นเจ็บปวดมากกว่าคำสั่งใด ๆ เสียอีก
ฉันเบือนหน้าหนีมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ฉันไม่รู้”
โกหกชัด ๆ
ฉันรู้ดีต่างหาก
และธนก็รู้ว่าฉันกำลังโกหก
ที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เราไม่ต้องรอคิวเลย
ธนพูดประโยคสั้น ๆ เพียงสามคำด้วยเสียงอันแผ่วเบา
ประตูบานหนึ่งเปิดออก
พยาบาลพาพวกเราเข้าไปในห้องตรวจส่วนตัว
ฉันเกลียดที่เขาสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้
แต่ในขณะเดียวกันก็กลัวเกินกว่าจะปฏิเสธ
แพทย์หญิงศรัญญาตรวจอาการของฉันอย่างละเอียด
อ่อนเพลีย
คลื่นไส้
วิงเวียนศีรษะ
แพ้กลิ่นบางชนิด
ประจำเดือนขาด
จากนั้นเธอก็วางแท็บเล็ตลง
“คุณพริมาคะ ฉันอยากจะเริ่มจากการตรวจครรภ์ก่อนค่ะ”
ปลายนิ้วของฉันจิกแน่นลงบนขอบเตียงตรวจ
“ตรวจอะไรนะคะ”
คุณหมอเหลือบสายตาไปมองธนชั่วขณะ
“ตั้งครรภ์ค่ะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมจนแทบหยุดหายใจ
ฉันเห็นสีหน้าของสามีที่ซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด
“ตรวจเลยครับ” เขาเอ่ยขึ้น
“ฉันเป็นคนตัดสินใจเองค่ะ” ฉันค้านขึ้น
ธนเม้มปากแน่น
คุณหมอรอดูท่าที
ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ
“ตรวจเลยค่ะ”
ยี่สิบนาทีต่อมายาวนานที่สุดในชีวิตของฉัน
ธนยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง
ส่วนฉันนอนอยู่บนเตียงตรวจ
ต่างฝ่ายต่างเงียบงัน
ในที่สุดคุณหมอก็เปิดประตูเดินกลับเข้ามา
สีหน้าของเธอยากจะคาดเดา
“คุณพริมาคะ”
หัวใจของฉันเต้นกระหน่ำแรง
“ผลตรวจเป็นบวกค่ะ ยินดีด้วย คุณตั้งครรภ์ค่ะ”
ฉันไม่ได้รู้สึกดีใจเลย
ไม่ใช่ในทันทีทันใด
ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังเอียงวับ
ฉันมองหน้าธน
เขาไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“กี่สัปดาห์แล้วครับ” เขาถาม
คุณหมอตอบกลับมาว่า
“จากวันที่ให้ข้อมูล น่าจะประมาณสิบเอ็ดสัปดาห์ค่ะ”
สิบเอ็ดสัปดาห์
ลำคอของฉันตีบตัน
ฉันกับธนไม่ได้ร่วมเตียงกันมาเกือบหกเดือนแล้ว
ยกเว้นเพียงคืนเดียวเท่านั้น
แค่คืนเดียว
เมื่อสัปดาห์ที่สิบสองก่อน
คืนที่เขาปรากฏตัวที่คอนโดของฉันตอนตีสอง ในสภาพเปียกปอนจากสายฝน มีคราบเลือดที่ปลายแขนเสื้อ และแววตาที่ฉันไม่เคยเข้าใจเลย
เขาไม่ได้อธิบายอะไรสักคำ
เพียงแต่กอดฉันไว้
และเราก็ทำตัวราวกับว่าชีวิตแต่งงานของเรายังคงอยู่เช่นเดิมเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง
เช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็กลับกลายเป็นความเย็นชาอีกครั้ง
สามวันต่อมาเขาก็หายตัวไปจากเตียงของฉัน
และหนึ่งสัปดาห์ให้หลังเขาก็ย้ายไปนอนที่อื่น
คุณหมอกกล่าวต่อว่า
“ฉันอยากจะอัลตราซาวด์ดูสักนิดค่ะ”
ธนเอ่ยขึ้นทันที
“เดี๋ยวนี้เลยครับ”
“ธน”
เขามองหน้าฉัน
“เราจำเป็นต้องรู้ว่าลูกปลอดภัยดี”
“เราเหรอ”
ใบหน้าของเขาแสดงความเปราะบางออกมาแวบหนึ่ง
“ใช่”
ก่อนที่ฉันจะทันได้ตอบ โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นขึ้น
ลูกน้องคนหนึ่งของเขากำลังยืนรออยู่หน้าประตูห้อง
ธนก้มลงมองข้อความในหน้าจอ
แล้วเขาก็ยืนนิ่งสนิทไปทันที
“เกิดอะไรขึ้น”
เขาไม่ตอบ
“ธน”
ฉันคว้าโทรศัพท์มาจากมือเขาก่อนที่เขาจะทันได้เก็บมัน
มีรูปถ่ายอยู่รูปหนึ่ง
รูปของฉันเอง
ถ่ายไว้เมื่อเช้านี้ตอนที่ฉันกำลังเดินเข้าไปในสำนักงานทนายความ
ด้านล่างมีข้อความสั้น ๆ เขียนไว้ว่า
“ยินดีด้วย ตอนนี้พวกเรารู้แล้วว่าทำไมคุณถึงยกเลิกการหย่า”
ฉันรู้สึกหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
“ใครเป็นคนส่งนี่มา”
ธนแย่งโทรศัพท์กลับไป
“เราต้องไปกันแล้ว”
“ไม่”
“พริมา”
“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าคุณจะอธิบายให้ฉันฟังว่าเกิดอะไรบ้า ๆ นี้ขึ้น”
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวราดหิน
“ไม่ใช่ที่นี่”
“หกเดือนที่ไม่ยอมแตะต้องตัวฉัน”
“สามสัปดาห์ที่พยายามจะหย่าขาดจากฉัน”
“แล้วตอนนี้กลับมีคนรู้ว่าฉันท้องก่อนที่ใคร ๆ จะรู้เสียอีก”
ฉันลุกขึ้นยืน
“พูดออกมาสิ”
เป็นครั้งแรกที่ธนดูเหมือนจะไม่มีคำตอบเตรียมไว้
ในจังหวะนั้นเองคุณหมอก็กลับเข้ามาพร้อมกับเครื่องอัลตราซาวด์
“เราต้องตรวจดูครรภ์กันต่อนะคะ”
ธนหลับตาลง
“ทำเลยครับ”
“ไม่ต้องมาสั่งฉัน…”
“ได้โปรดเถอะนะ”
คำนั้นอีกแล้ว
ฉันล้มตัวลงนอนบนเตียง
คุณหมอบีบเจลเย็น ๆ ลงบนหน้าท้องของฉัน
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที
ภาพบนหน้าจอก็ปรากฏขึ้น
เล็กมาก
พร่ามัว
แต่เป็นเรื่องจริง
คุณหมอเลื่อนหัวตรวจไปมา
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย
หัวใจของฉันหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
เธอยิ้มออกมา
“ไม่มีอะไรร้ายแรงค่ะ”
เธอมองหน้าจอ
“แค่… ไม่ได้มีเด็กแค่คนเดียวนะคะ”
แฝดสอง
ฉันหายใจไม่ออก
ธนใช้มือข้างหนึ่งย้ำผนังห้องไว้
ผู้ชายที่น่ากลัวที่สุดในกรุงเทพฯ ดูราวกับกำลังจะล้มลงไปกองกับพื้น
แล้วโทรศัพท์ของเขาก็สั่นขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาไม่ยอมให้ฉันเห็นมัน
แต่ฉันเห็นมันมากพอแล้ว
ข้อความสั้น ๆ เพียงบรรทัดเดียวบนหน้าจอ:
“ทายาทสองคน ตอนนี้ราคามันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแล้วล่ะนะ”
และในวินาทีนั้นเอง ฉันก็เข้าใจได้ทันทีว่าการหย่าร้างอาจไม่เคยเกี่ยวข้องกับการหมดรักเลยแม้แต่น้อย
แต่มันเกี่ยวข้องกับใครบางคนที่กำลังรอคอยช่วงเวลานี้อยู่ต่างหาก
บทที่ 2
เสียงเครื่องอัลตราซาวด์ยังคงส่งเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาอยู่ในความเงียบงัน
บนหน้าจอดิจิทัลสีเทาหม่น จุดสว่างเล็ก ๆ สองจุดกำลังกะพริบเป็นจังหวะ
ตึก… ตึก… ตึก… ตึก…
นั่นคือเสียงหัวใจ
ไม่ใช่แค่ดวงเดียว
แต่เป็นสองดวงที่กำลังเต้นสอดประสานกันอย่างมหัศจรรย์
แพทย์หญิงศรัญญาค่อย ๆ เลื่อนหัวตรวจอย่างทะนุถนอม
แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความประหลาดใจระคนปลาบปลื้ม
“หัวใจของเด็กทั้งสองคนเต้นสมบูรณ์ดีมากค่ะ”
“ถุงการตั้งครรภ์แยกกันชัดเจน เป็นครรภ์แฝดต่างไข่ค่ะ”
“ดูตรงนี้นะคะคุณแม่… นี่คือเด็กคนที่หนึ่ง และตรงนี้คือเด็กคนที่สอง”
ฉันนอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียงตรวจ
สองมือของฉันจิกแน่นลงบนผ้าปูเตียงสีขาวจนข้อนิ้วขึ้นรอยซีด
ความเย็นของเจลอัลตราซาวด์ซึมลึกผ่านผิวหนังเข้าไปถึงช่องท้อง
แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นเยียบที่แล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมขั้วหัวใจ
แฝดสอง
ลูกของฉันกับธน
ชีวิตบริสุทธิ์สองชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางซากปรักหักพังของชีวิตคู่
และในขณะเดียวกัน ข้อความข่มขู่ในโทรศัพท์ของธนก็ยังคงสลักลึกอยู่ในโสตประสาท
‘ทายาทสองคน ตอนนี้ราคามันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแล้วล่ะนะ’
ฉันเบือนหน้าหนีจากจอภาพ หันไปมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างเตียง
ธนยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินแกรนิต
ทว่ามือข้างที่ทาบอยู่กับผนังห้องตรวจนั้นสั่นระริกอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดห้าปีที่อยู่ร่วมกันมา
ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวของเขาที่เคยสะกดทุกคนในเมืองหลวงให้สยบยอม บัดนี้กลับแดงก่ำและเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
หยดน้ำตาของ ธน ภัทร
ผู้ชายที่โหดเหี้ยมที่สุด เลือดเย็นที่สุด และทรงอิทธิพลที่สุด
เขากำลังยืนร้องไห้อย่างเงียบงันอยู่ข้างเตียงตรวจครรภ์ของฉัน
“ธน…”
ฉันเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า
เขาไม่ตอบ
เขาค่อย ๆ ย่อตัวลงข้างเตียง
หัวเข่าของเขากระแทกลงบนพื้นกระเบื้องเสียงดังทึบ
มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธและกุมอำนาจ ค่อย ๆ เอื้อมเข้ามาใกล้หน้าท้องของฉัน
เขาลังเลอยู่ชั่วอึดใจ
ราวกับกลัวว่าไออุ่นจากปลายนิ้วของเขาจะไปแผดเผาสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางข้างในนั้น
ในที่สุด ปลายนิ้วของเขาก็แตะลงบนหน้าท้องของฉันอย่างแผ่วเบา
เบาราวกับขนนกที่ร่วงหล่นลงบนผิวน้ำ
“สองคน…”
เสียงของเขาแตกพร่าและสั่นสะท้านจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“ลูกของเรา… สองคนงั้นเหรอ”
“คุณรู้เรื่องนี้มาตลอดใช่ไหม”
ฉันถามเขาตรง ๆ โดยไม่หลบสายตา
“คุณรู้ใช่ไหมว่ามีคนตามฉัน คุณรู้ใช่ไหมว่ามีคนจับตามองฉันอยู่ทุกฝีก้าว”
ธนไม่ตอบคำถาม
เขากดริมฝีปากลงบนหลังมือของฉัน จูบลงบนข้อนิ้วที่ซีดเซียวของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สัมผัสนั้นอบอุ่นและรวดร้าวเกินกว่าจะบรรยาย
ทันใดนั้น ประตูห้องตรวจก็ถูกเคาะรัวเร็วสามครั้ง
กรณ์ หัวหน้าบอดี้การ์ดคนสนิทของธน ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด
“นายครับ”
ธนลุกขึ้นยืนทันทีในพริบตาเดียว
หน้ากากของชายผู้เปราะบางมลายหายไป สวมทับด้วยความเย็นชาดุดันอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา
“ว่ามา”
“มีรถตู้สีดำไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนสองคัน เข้ามาจอดปิดทางเข้าออกชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลครับ”
“พวกมันส่งคนขึ้นมาทางบันไดหนีไฟฝั่งตะวันออกแล้วครับ”
“ประมาณแปดถึงสิบคน มีอาวุธครบมือ”
แพทย์หญิงศรัญญาหน้าซีดเผือด มือที่ถือกระดาษทิชชูสั่นจนของหล่นลงพื้น
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณธน นี่โรงพยาบาลนะคะ…”
ธนหยิบบัตรเครดิตสีดำและนามบัตรส่วนตัววางลงบนโต๊ะตรวจของคุณหมอ
“คุณหมอครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”
“พยาบาลทุกคนในชั้นนี้ ให้ลงไปรวมกันที่แผนกประชาสัมพันธ์ชั้นหนึ่งทันที”
“กรณ์ สั่งปิดระบบลิฟต์แก้วและลิฟต์โดยสารทั้งหมด”
“ส่งคนของเราสี่คนไปคุมบันไดหนีไฟ อย่าให้ใครเล็ดลอดขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้เด็ดขาด”
“รับทราบครับนาย!”
กรณ์รับคำสั่งแล้วรีบผละออกไปวิทยุสั่งการอย่างรวดเร็ว
ฉันพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงตรวจ แต่ความวิงเวียนทำให้ร่างกายซวนเซ
ธนก้าวเข้ามาประคองไหล่ฉันไว้ทันที
กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นยาสูบอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยโชยเข้าจมูก
กลิ่นที่ฉันเคยโหยหามาตลอดหกเดือนเต็ม
“อย่าเพิ่งลุกเร็วเกินไป”
“ฉันเดินเองได้”
ฉันดันแผงอกของเขาออกเบา ๆ แม้เรี่ยวแรงจะแทบไม่เหลือ
“บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ธน ใครส่งคนมา ใครเป็นคนส่งข้อความนั่น”
ธนสบตาฉัน แววตาของเขาดำมืดราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ก้น
“เสี่ยทรงพล”
ชื่อนั้นทำให้หัวใจของฉันกระตุกวูบ
เสี่ยทรงพล เตชะวรินทร์
เจ้าพ่อเครือข่ายค้ามนุษย์ ฟอกเงิน และบ่อนการพนันข้ามชาติรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ชายผู้มีสายสัมพันธ์โยงใยไปถึงนักการเมืองระดับสูงและนายทหารชั้นผู้ใหญ่
“เมื่อหกเดือนก่อน…”
ธนเอ่ยปากเล่า น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความรวดร้าวอันมหาศาล
“ทรงพลพยายามบีบให้ฉันเปิดเส้นทางท่าเรือคลองเตย เพื่อให้พวกมันขนย้ายสารตั้งต้นยาเสพติดและฟอกเงินผิดกฎหมาย”
“ฉันปฏิเสธ”
“และฉันสั่งให้คนของเราบุกยึดโกดังสินค้าเถื่อนของพวกมันจนพังพินาศไปสามแห่ง”
“คืนนั้น… ทรงพลส่งกล่องพัสดุมาที่โต๊ะทำงานของฉัน”
ธนหยุดพูดไปชั่วขณะ ริมฝีปากของเขาเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง
“ข้างในกล่องนั้น มีนิ้วมือของลูกน้องคนสนิทของฉันที่ถูกทรมานจนตาย”
“และมีรูปถ่ายของเธอ”
ฉันกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก
“รูปของฉัน…”
“รูปของเธอกำลังเดินซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต รูปของเธอกำลังนั่งดื่มกาแฟที่ระเบียงห้อง”
“และข้อความสั้น ๆ ที่เขียนด้วยลายมือของทรงพลว่า…”
‘จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของพญามังกรอย่างมึง คือผู้หญิงคนนี้’
‘ถ้ามึงไม่ยอมก้มหัวให้กู กูจะตัดเนื้อของเมียมึงออกมาทีละชิ้น ส่งกลับไปให้มึงดูต่างหน้า’
คำบอกเล่านั้นทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเย็นยะเยือก
ภาพความทรงจำตลอดหกเดือนที่ผ่านมาหมุนวนกลับเข้ามาในสมองของฉัน
ภาพของสามีที่เริ่มแยกห้องนอน
ภาพของสามีที่มองฉันด้วยสายตาเย็นชาและห่างเหิน
ภาพของสามีที่โทรศัพท์มาบอกสั้น ๆ ว่าจะไม่กลับบ้าน
“คุณเลยเลือกที่จะทำตัวเย็นชาใส่ฉันงั้นเหรอ”
ฉันถามเขา น้ำตาเริ่มเอ่อล้นออกมาคลอเบ้า
“คุณเลยจ้างทนายร่างเอกสารหย่า เพื่อให้คนทั้งโลกรู้ว่าคุณไม่ได้รักฉันแล้วงั้นเหรอ”
“ใช่”
ธนตอบคำเดียวสั้น ๆ แต่น้ำหนักของมันหนักหน่วงราวกับภูเขาทั้งลูก
“คนอย่างทรงพล มันจะไม่เสียเวลาตามล่าคนที่ไม่สำคัญ”
“ถ้าเธอไม่ใช่ภรรยาของฉัน ถ้าเธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ฉันเบื่อและเฉดหัวทิ้ง…”
“พวกมันก็จะไม่สนใจเธอ เธอจะปลอดภัย”
“ฉันเตรียมบัญชีเงินฝากลับที่สวิตเซอร์แลนด์ไว้ให้เธอห้าร้อยล้าน”
“ฉันเตรียมบ้านพักตากอากาศที่เจนีวาไว้ให้เธอในชื่อของมารดาเธอที่ล่วงลับไปแล้ว”
“ทันทีที่เธอเซ็นเอกสารหย่า เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวจะพาเธอออกจากประเทศไทยภายในสองชั่วโมง”
“เธอจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ มีชีวิตที่สงบสุข ปราศจากกลิ่นคาวเลือด ปราศจากอันตรายจากโลกโสมมของฉัน”
“แล้วคุณล่ะ?!”
ฉันตะโกนถามเขา ลืมความกลัว ลืมความเจ็บปวดไปจนหมดสิ้น
“คุณคิดจะทำอะไรคนเดียว! คุณคิดจะลุยกับพวกมันจนตัวตายงั้นเหรอ?!”
“นั่นคือหน้าที่ของฉัน”
“หน้าที่บ้าบออะไรของคุณ!”
ฉันทุบอกเขาด้วยมือทั้งสองข้างอย่างบ้าคลั่ง
“คุณคิดว่าการผลักไสฉันออกไป การทำให้ฉันคิดว่าคุณหมดรักฉัน การทำให้ฉันต้องร้องไห้คนเดียวทุกคืนมาตลอดหกเดือน…”
“คุณคิดว่านั่นคือการปกป้องฉันงั้นเหรอ?!”
“คุณรู้ไหมว่าฉันเจ็บปวดแค่ไหน! คุณรู้ไหมว่าการถูกคนที่เรารักมองเหมือนคนแปลกหน้ามันทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น!”
ธนไม่หลบ ไม่ปัดป้อง
เขายืนนิ่งยอมให้กำปั้นเล็ก ๆ ของฉันทุบตีลงบนแผงอกกว้างของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งมือของฉันหมดแรง
เขารวบตัวฉันเข้าไปกอดไว้แนบอกทันที
อ้อมกอดที่แน่นหนา รุนแรง และเปี่ยมไปด้วยความโหยหาที่ถูกกักขังมานานนับครึ่งปี
“ฉันขอโทษ…”
เขาพึมพำชิดริมใบหูของฉัน น้ำตาอุ่น ๆ ของเขาหยดลงบนซอกคอของฉัน
“ฉันขอโทษที่ทำให้เธอต้องร้องไห้ พริมา”
“ทุกคืนที่ฉันไม่ได้นอนกอดเธอ หัวใจของฉันมันเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ”
“ทุกครั้งที่ฉันเห็นเธอแอบไปนั่งร้องไห้ที่ระเบียง ฉันอยากจะวิ่งเข้าไปกอดเธอ อยากจะบอกความจริงทั้งหมด”
“แต่ฉันทำไม่ได้… ถ้าฉันก้าวเข้าไปหาเธอเพียงก้าวเดียว คนของทรงพลจะรู้ทันทีว่าเธอยังมีความหมายสำหรับฉัน”
“แล้วคืนนั้นล่ะ…”
ฉันสะอื้นไห้อยู่กับอกของเขา
“คืนเมื่อสิบสองสัปดาห์ก่อน คืนที่คุณเปียกฝนและมีเลือดติดเสื้อมา…”
ธนกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นไปอีก
“คืนนั้น คนของทรงพลลอบวางระเบิดรถขบวนของฉันที่สะพานพระรามแปด”
“ลูกน้องของฉันตายไปสองคน ฉันถูกยิงเข้าที่ไหล่ซ้าย”
“ตอนที่ฉันนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นถนน ในหัวของฉันมีแต่หน้าของเธอ”
“ฉันคิดว่าฉันคงไม่รอดชีวิตผ่านคืนนั้นไปได้แล้ว”
“ฉันแค่อยากเห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย… อยากกอดเธออีกสักครั้งก่อนที่ฉันจะหมดลมหายใจ”
“แต่พระเจ้ายังเมตตา ให้ฉันได้มีชีวิตรอดกลับมาหาเธอ”
“และคืนนั้น… ฉันก็เห็นแก่ตัวเกินไป”
“ฉันดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอด ทั้งที่รู้ว่ามันอาจจะทำลายแผนการทั้งหมด”
“แต่ฉันไม่เสียใจเลยพริมา… ฉันไม่เคยเสียใจเลยแม้แต่วินาทีเดียว”
เขาผละออกเล็กน้อย ก้มลงมองหน้าฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักอันไร้ขอบเขต
“เพราะคืนนั้น… เธอได้มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในจักรวาลนี้ให้กับฉัน”
เขาวางมือลงบนหน้าท้องของฉันอีกครั้ง
“ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องลูกของเราเด็ดขาด แม้แต่ปลายเล็บเดียว”
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้นที่หน้าห้องตรวจ
ตามด้วยเสียงกระจกหน้าต่างแตกกระจายและเสียงกรีดร้องของผู้คนจากชั้นล่าง
ประตูห้องตรวจเปิดผางออกอย่างแรง
กรณ์ถอยร่นเข้ามาในห้อง ในมือถือปืนพกกล็อกสีดำสนิท เสื้อสูทมีรอยเลือดเปรอะเปื้อน
“นายครับ! พวกมันขึ้นมาถึงชั้นนี้แล้ว!”
“ทางหนีไฟถูกบล็อกไว้หมดแล้วครับ พวกมันมีคนมากกว่าที่เราคิด!”
“มีคนทรยศในสายงานของเราแน่ ๆ ครับ ไม่อย่างนั้นพวกมันไม่มีทางรู้ตำแหน่งห้องตรวจ VIP นี้ได้เลย!”
ธนดึงปืนพกคัสตอมสีเงินวาววับออกมาจากซองปืนใต้รักแร้ ปลดเซฟตี้ด้วยความชำนาญ
แววตาของเขากลับมาเหี้ยมเกรียมและเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณนักล่า
“กรณ์ พริมากำลังท้องลูกแฝด”
คำพูดสั้น ๆ ของธน ทำให้บอดี้การ์ดร่างยักษ์อย่างกรณ์ถึงกับชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“นายหญิง… ท้องเหรอครับ?”
“ใช่ เพราะฉะนั้น วันนี้ต่อให้พวกเราทุกคนต้องตายที่นี่ พริมากับลูกต้องรอดออกไปอย่างปลอดภัย”
“รับทราบด้วยชีวิตครับนาย!”
กรณ์ตอบรับด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่จะสู้จนตัวตาย
ธนหันมาคว้าเสื้อโค้ตตัวยาวของเขาสวมคลุมทับร่างของฉันไว้
เขาจัดแจงรูดซิปและดึงหมวกฮู้ดขึ้นมาคลุมศีรษะของฉันเพื่อพรางสายตา
“จับมือฉันไว้ให้แน่น”
เขาประสานนิ้วมือเข้ากับนิ้วมือของฉัน บีบกระชับแน่นจนฉันรู้สึกถึงชีพจรที่เต้นแรงของเขา
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าปล่อยมือฉันเด็ดขาด ได้ยินไหม”
“ฉันจะไม่ปล่อยค่ะ”
ฉันตอบเสียงหนักแน่น ลืมความอ่อนแอทั้งหมดไปจนสิ้น
สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่เพิ่งตื่นขึ้นมาในกาย ทำให้ฉันพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพายุทุกระลอกเพื่อปกป้องลูกน้อยทั้งสองคน
“ไปกันเถอะ”
ธนผลักประตูห้องตรวจออกไป
ทางเดินสีขาวปลอดเชื้อของโรงพยาบาล บัดนี้เต็มไปด้วยปลอกกระสุนและควันดินปืนสีเทาจาง ๆ
ไฟนีออนบนเพดานกะพริบติด ๆ ดับ ๆ จากการที่ระบบไฟฟ้าถูกตัดรบกวน
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำดังใกล้เข้ามาจากปลายทางเดินทั้งสองฝั่ง
“พวกมันอยู่นั่น! จัดการไอ้ธนก่อน! จับเป็นนังผู้หญิง!”
เสียงตะโกนสั่งการอย่างหยาบคายดังขึ้น
ปัง! ปัง! ปัง!
กระสุนปืนพุ่งเฉียดศีรษะพวกเราไปปักเข้ากับผนังปูนจนเศษปูนกระเด็นว่อน
ธนดึงฉันเข้าไปหลบหลังเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ทันที
เขายื่นตัวออกไป ยิงสวนกลับไปสามนัดซ้อนอย่างแม่นยำดั่งจับวาง
เสียงร่างของมือสังหารสองคนล้มตึงลงกับพื้นตามด้วยเสียงร้องโหยหวน
กรณ์ยิงคุ้มกันจากอีกมุมหนึ่ง สกัดกั้นไม่ให้พวกมันรุกคืบเข้ามาได้
“นายครับ! ลิฟต์ส่งของสำหรับทิ้งขยะติดเชื้ออยู่ตรงหัวมุมข้างหน้าครับ!”
กรณ์ตะโกนบอกท่ามกลางเสียงปืนที่ดังกึกก้อง
“ลิฟต์นั้นใช้ระบบไฟสำรองฉุกเฉินแยกต่างหาก มันจะลงตรงไปที่ห้องกำจัดขยะใต้ดินชั้น B3 ครับ!”
“ดี! กรณ์ ยิงกดหัวพวกมันไว้!”
ธนโอบเอวฉันไว้แน่น นำพาฉันวิ่งฝ่าดงกระสุนตรงไปยังประตูเหล็กสีเทาของลิฟต์ส่งขยะ
กระสุนนัดหนึ่งพุ่งทะลุผ่านกระจกหน้าต่างด้านข้าง เศษกระจกบาดเข้าที่ต้นแขนของธนจนเลือดซึม
แต่เขาไม่แม้แต่จะกระพริบตา
แขนข้างนั้นยังคงโอบกอดปกป้องฉันไว้ราวกับปราการเหล็กกล้า
กรณ์กดปุ่มเปิดลิฟต์ ประตูเหล็กเลื่อนเปิดออกช้า ๆ
“เข้าไปเร็ว!”
ธนดันฉันเข้าไปในลิฟต์ กรณ์รีบตามเข้ามาติด ๆ
ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง มือสังหารคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหมายจะเหนี่ยวไกใส่พวกเรา
ธนยกปืนขึ้น เล็งตรงไปที่หน้าผากของมันแล้วลั่นไกในเสี้ยววินาที
เสียงปังดังสนั่น ร่างของศัตรูล้มหงายหลังลงไปกองกับพื้น เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วผนัง
ประตูเหล็กของลิฟต์ปิดสนิทลง ตัดขาดเสียงปืนและความโกลาหลภายนอกในทันที
ลิฟต์ขนของส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทิ้งตัวลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
ฉันยืนหอบหายใจรัวเร็ว แผ่นหลังพิงกับผนังลิฟต์ที่เย็นเยียบ
ธนดึงฉันเข้าไปกอดไว้ในอ้อมอกอีกครั้ง สองมือของเขาลูบแผ่นหลังของฉันเพื่อปลอบประโลม
“เธอปลอดภัยแล้วพริมา… ลูกปลอดภัยแล้ว”
“คุณบาดเจ็บธน แขนเสื้อคุณมีเลือดออก…”
ฉันมองดูรอยเลือดที่ซึมออกมาตามแขนเสื้อเชิ้ตของเขาด้วยความตระหนก
“แค่แผลถลอก อย่ากังวลเลย”
เขาจุมพิตลงบนหน้าผากของฉันเบา ๆ ปลอบประโลมความหวาดกลัวในใจของฉัน
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นเมื่อมาถึงชั้นใต้ดิน B3
ประตูเลื่อนเปิดออกสู่ห้องโถงเก็บขยะขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นสารเคมีและน้ำยาฆ่าเชื้อรุนแรง
ที่นั่น มีรถตู้หุ้มเกราะสีดำคันใหญ่จอดติดเครื่องรออยู่แล้ว
ลูกน้องในชุดสูทสีดำอีกสี่คนยืนถือปืนคุมเชิงอยู่รอบรถ
“นายครับ! ทุกอย่างพร้อมแล้วครับ!” หนึ่งในนั้นวิ่งเข้ามารายงาน
ธนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
เขาประคองฉันขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังของรถตู้หุ้มเกราะ
กรณ์และลูกน้องอีกคนกระโดดขึ้นมานั่งประกบข้างหน้า
“มุ่งหน้าไปที่เซฟเฮาส์บางขุนเทียนทันที” ธนสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ใช้เส้นทางเลียบทางรถไฟสายเก่า หลีกเลี่ยงกล้องวงจรปิดทุกจุด”
“ตัดสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตทั้งหมดในรถคันนี้ ใช้เฉพาะวิทยุสื่อสารคลื่นความถี่ลับเท่านั้น”
รถตู้หุ้มเกราะพุ่งทะยานออกจากห้องใต้ดิน ทะลุผ่านประตูเหล็กม้วนด้านหลังโรงพยาบาลออกสู่ถนนใหญ่
สายฝนยามบ่ายยังคงเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟ้ารั่ว
ทัศนวิสัยภายนอกมืดมัวจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า
ฉันนั่งนิ่งอยู่บนเบาะหนัง มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้องของตัวเองไว้แน่น
ส่วนมืออีกข้างหนึ่ง ถูกกุมไว้ด้วยมือที่อบอุ่นและแข็งแกร่งของธน
เขาหันมามองฉัน แววตาของเขาไม่ได้มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
มีเพียงความมุ่งมั่น ความเด็ดเดี่ยว และความรักที่พร้อมจะเผาผลาญศัตรูทุกคนที่กล้าก้าวเข้ามาย่างกราย
“ธน…” ฉันเอ่ยขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่คำราม
“ทรงพลรู้เรื่องที่เราหย่ากันได้ยังไง”
“และมันรู้เรื่องผลตรวจอัลตราซาวด์ได้เร็วขนาดนี้ได้ยังไง ทั้งที่เราเพิ่งตรวจเสร็จไม่ถึงสิบนาที”
คำถามของฉันทำให้บรรยากาศภายในรถตู้พลันเงียบสงัดลงในทันที
ดวงตาของธนหรี่แคบลง ประกายแห่งความอำมหิตแล่นผ่านม่านตาของเขาอีกครั้ง
“มีหนอนบ่อนไส้”
ธนเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเย็นยะเยียบไปถึงกระดูกดำ
“คนที่รู้เรื่องการหย่าในเช้าวันนี้ มีแค่ฉัน เธอ กรณ์…”
“และทนายดนัย”
ชื่อของทนายความประจำตระกูลที่ทำงานรับใช้ธนมานานกว่าสิบปี หลุดออกมาจากปากของเขา
ทนายความที่เพิ่งนั่งอยู่ตรงข้ามฉันเมื่อสองชั่วโมงก่อน
ทนายความที่นำเอกสารหย่าสิบสองหน้ามาวางตรงหน้าฉัน
“ดนัย…” กรณ์พึมพำออกมาด้วยความตกใจ “จะเป็นทนายดนัยจริง ๆ หรือครับนาย? เขาอยู่กับเรามาตั้งแต่รุ่นคุณท่าน…”
“เงินแปดร้อยล้านและตำแหน่งในบอร์ดบริหารของทรงพล มันซื้อความภักดีของใครก็ได้ทั้งนั้น”
ธนหยิบแท็บเล็ตความปลอดภัยสูงขึ้นมา เปิดดูระบบพิกัดดาวเทียม
จุดสีแดงจุดหนึ่งกำลังกะพริบอยู่บนแผนที่ใจกลางย่านสาทร
“ดนัยคิดว่าฉันโง่ ที่ยอมให้มันเป็นคนถือเอกสารทรัพย์สินและกำหนดสถานที่นัดเซ็นสัญญาหย่า”
“มันคงไม่รู้ว่า ในปากกาหมึกซึมด้ามทองที่มันส่งให้พริมาเซ็นชื่อ… ฉันได้ฝังไมโครชิปติดตามตัวและดักฟังเสียงแบบเรียลไทม์ไว้เรียบร้อยแล้ว”
ฉันมองดูสามีของฉันด้วยความทึ่งระคนหวาดหวั่น
นี่คือตัวตนที่แท้จริงของ ธน ภัทร
ชายผู้ไม่เคยประมาท ชายผู้วางหมากดักหน้าศัตรูไว้สามก้าวเสมอ
“แล้วคุณจะทำยังไงต่อไปคะธน?” ฉันถามเขา
ธนหันมาสบตาฉัน มือหนายกขึ้นลูบพวงแก้มของฉันอย่างอ่อนโยน
“ถึงเวลาปิดบัญชีเลือดแค้นครั้งนี้แล้วพริมา”
“ทรงพลคิดว่ามันกำลังต้อนฉันเข้ามุมอับ”
“มันคิดว่าการที่เธอท้องลูกแฝด คือการถือไพ่ตายที่เหนือกว่าฉัน”
“แต่มันลืมไปข้อหนึ่ง…”
มุมปากของธนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาในชีวิต
“เมื่อพญามังกรมีสิ่งที่ต้องปกป้องด้วยชีวิต…”
“มันจะไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอีกต่อไป”
“แต่มันคือการล้างบาง… เพื่อไม่ให้มีเศษซากความชั่วร้ายใด ๆ หลงเหลือมาทำร้ายลมหายใจของฉันได้อีกตลอดกาล!”

บทที่ 3
บ้านพักตากอากาศสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอลที่ซ่อนตัวอยู่ลึกในป่าชายเลนแถบชายทะเลบางขุนเทียน
ถูกสร้างขึ้นมาราวกับป้อมปราการคอนกรีตเสริมเหล็กที่ไร้จุดบอด
กำแพงสูงสี่เมตรล้อมรอบด้วยลวดหนามแรงสูงและกล้องวงจรปิดตรวจจับความร้อน
รอบบริเวณมีชายฉกรรจ์ในชุดดำพร้อมอาวุธสงครามลาดตระเวนอย่างเข้มงวดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
รถตู้หุ้มเกราะแล่นผ่านประตูกลสองชั้นเข้าไปจอดที่โรงจอดรถชั้นใต้ดิน
ธนประคองฉันลงจากรถอย่างระมัดระวังทุกฝีก้าว
แพทย์หญิงประจำทีมแพทย์ส่วนตัวของตระกูลภัทร รีบนำอุปกรณ์ทางการแพทย์เข้ามาตรวจเช็กอาการของฉันทันที
“ชีพจรของคุณแม่เต้นเร็วเล็กน้อยจากความตื่นตระหนกค่ะ”
คุณหมอรายงานผลตรวจอย่างรวดเร็ว
“แต่ทารกแฝดในครรภ์ปลอดภัยดี ไม่มีสัญญาณของการแท้งคุกคามค่ะ”
“ดิฉันจะจัดยาบำรุงและวิตามินเข้มข้นให้ทานเพื่อลดอาการแพ้ท้องนะคะ”
“ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ” ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ธนรอจนกระทั่งหมอตรวจเสร็จ จึงหันไปสั่งให้แม่บ้านนำนมอุ่นและซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนมาให้ฉันดื่ม
เขาพาฉันเข้าไปในห้องนอนใหญ่ชั้นสอง
ห้องนอนที่มองเห็นวิวผืนป่าชายเลนและท้องทะเลสีครามที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา
หน้าต่างทุกบานเป็นกระจกนิรภัยกันกระสุนหนาสามชั้น
ฉันนั่งลงบนโซฟานุ่มริมหน้าต่าง มือกุมแก้วนมอุ่นไว้เพื่อคลายความหนาว
ธนถอดเสื้อสูทที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดออก เผยให้เห็นแผงอกกำยำที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมกระสุนและมีด
รอยแผลเป็นแต่ละรอย… คือบันทึกประวัติศาสตร์การเอาชีวิตรอดในโลกมืดของเขา
ที่ต้นแขนซ้าย มีรอยแผลฉีกขาดจากเศษกระจก เลือดสีแดงสดไหลซึมเป็นทางยาว
ฉันวางแก้วนมลง หยิบกล่องปฐมพยาบาลบนโต๊ะแล้วเดินเข้าไปหาเขา
“นั่งลงสิคะ ฉันจะทำแผลให้”
ธนมองหน้าฉันชั่วครู่ ก่อนจะยอมนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงแต่โดยดี
ฉันใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อ ค่อย ๆ เช็ดทำความสะอาดรอบบาดแผลอย่างเบามือ
กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกคละคลุ้งไปทั่วห้อง
ธนไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของฉันอย่างไม่ละสายตา
“คุณไม่เจ็บเหรอคะ?” ฉันถามเบา ๆ
“ไม่เจ็บหรอก”
เขาเอ่ยเสียงนุ่ม “เทียบกับความเจ็บปวดที่ฉันต้องทนมองเธอกินข้าวคนเดียว ร้องไห้คนเดียวมาหกเดือน… แผลแค่นี้มันเล็กน้อยมาก”
น้ำตาของฉันรื้นขึ้นมาอีกครั้ง ฉันรีบกะพริบตาเพื่อไล่มันออกไป
“อย่าพูดเรื่องนั้นอีกเลยค่ะ ตอนนี้เราต้องคิดว่าจะทำยังไงต่อไป”
ฉันหยิบผ้าพันแผลมาพันรอบต้นแขนของเขาอย่างประณีต
“ทรงพลมันต้องการอะไรกันแน่คะธน?”
“นอกจากสัมปทานท่าเรือแล้ว มันต้องการอะไรจากคุณอีก?”
ธนเอื้อมมือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บมากุมมือของฉันไว้แน่น
“มันต้องการชีวิตของฉัน พริมา”
“และมันต้องการครอบครองอาณาจักรธุรกิจทั้งหมดของตระกูลภัทร”
“ทรงพลกำลังจะลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับชาติในอีกสามเดือนข้างหน้า”
“มันต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อใช้ในการซื้อเสียงและติดสินบนข้าราชการระดับสูง”
“และที่สำคัญที่สุด… มันต้องการฟอกประวัติศาสตร์ความชั่วร้ายของมันทั้งหมด ด้วยการกลืนกินเครือข่ายธุรกิจที่ถูกกฎหมายของฉันเข้าไป”
“ถ้าฉันตาย หุ้นทั้งหมดของฉันตามกฎหมายจะตกเป็นของทายาทโดยชอบธรรม”
“นั่นคือเหตุผลที่มันส่งคนมาจับตาดูการเซ็นใบหย่า”
“เพราะถ้าเราหย่ากันเรียบร้อย เธอจะไม่มีสิทธิ์ในกองมรดกของฉันอีกต่อไป”
“และถ้าฉันถูกฆ่าตายหลังจากนั้น… ทรัพย์สินทั้งหมดจะกลายเป็นของบริษัทนอมินีที่ดนัยแอบจัดตั้งไว้รองรับ”
แผนการอันชั่วร้ายและแยบยลของพวกมัน ทำให้ฉันรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
“แต่ตอนนี้… ฉันไม่ได้เซ็นใบหย่า” ฉันพูดต่อความคิดของเขา
“และฉันกำลังตั้งท้องลูกแฝดของคุณ”
“ใช่” ธนพยักหน้า แววตาของเขาทอประกายเย็นเยียบ
“ในทางกฎหมาย หากฉันเป็นอะไรไป ทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงสิทธิ์ในการบริหารเครือข่ายบริษัททั้งหมด… จะตกเป็นของทารกแฝดในท้องของเธอแต่เพียงผู้เดียว”
“โดยมีเธอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมาย”
“แผนการฮุบสมบัติของทรงพลจึงพังทลายลงไม่เป็นท่า”
“ทางเดียวที่พวกมันจะทำได้ในตอนนี้… คือการจับตัวเธอไปเป็นตัวประกัน เพื่อบีบให้ฉันยอมเซ็นโอนหุ้นทั้งหมดให้พวกมันก่อนตาย”
“หรือไม่อย่างนั้น… มันก็จะฆ่าทั้งฉัน เธอ และลูกไปพร้อม ๆ กัน!”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น กรณ์ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับโน้ตบุ๊กเครื่องบาง
“นายครับ ดักฟังสัญญาณจากปากกาของทนายดนัยได้แล้วครับ”
ธนลุกขึ้นยืนทันที เดินตรงไปที่โต๊ะทำงานกลางห้อง
“เปิดลำโพง”
กรณ์กดปุ่มเล่นสัญญาณเสียงที่บันทึกไว้สด ๆ จากไมโครชิป
เสียงแหบพร่าของทนายดนัยดังสะท้อนออกมาจากลำโพงอย่างชัดเจน:
‘ท่านครับ! แผนการที่โรงพยาบาลล้มเหลวครับ! ไอ้ธนมันรู้ตัวก่อน มันพาตัวนังพริมาหนีรอดไปได้ครับ!’
ตามด้วยเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดของเสี่ยทรงพล:
‘ไอ้สวะ! มึงบอกกูว่างานนี้หมู ๆ ไงวะ!’
‘มึงรู้ไหมว่าถ้าไอ้ธนมันรอดไปได้ พวกเราทุกคนจะชะตาขาด!’
‘นังนั่นมันท้องลูกแฝด! ถ้าเด็กสองคนนั้นคลอดออกมา สิทธิ์ในมรดกทั้งหมดจะไม่มีวันตกมาถึงมือพวกเรา!’
เสียงดนัยละล่ำละลักตอบด้วยความหวาดกลัว:
‘ท่านครับ ใจเย็น ๆ ก่อนครับ… ผมยังถือไพ่ตายอีกใบหนึ่งครับ!’
‘ไพ่ตายอะไรของมึง?!’
‘พริมามีน้องสาวต่างมารดาคนหนึ่ง ชื่อพิมพ์ดาว… ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ’
‘ไอ้ธนส่งคนไปคุ้มกันพริมา แต่มันคงลืมไปว่านังน้องสาวคนนี้ก็คือคนในครอบครัวของเมียมัน!’
‘ผมส่งคนของเราขึ้นไปที่เชียงใหม่แล้วครับ อีกสองชั่วโมงจะได้ตัวนังพิมพ์ดาวมา!’
‘ถ้าเราเอาน้องสาวมันมาต่อรอง นังพริมาจะต้องยอมคลานกลับมาหาเราแน่ครับ!’
‘ฮ่าๆๆๆ! ดีมากไอ้ดนัย!’ เสี่ยทรงพลหัวเราะร่าด้วยความสะใจ
‘จับตัวนังเด็กนั่นมาขังไว้ที่โกดังร้างท่าเรือสมุทรปราการ!’
‘แล้วส่งข้อความไปบอกไอ้ธน ว่าถ้ามันไม่อยากเห็นน้องเมียของมันกลายเป็นศพลอยน้ำ ให้มันพานังพริมาพร้อมเอกสารโอนหุ้นทั้งหมดมาแลกตัวคนเดียว คืนนี้เที่ยงคืนตรง!’
สัญญาณเสียงถูกตัดไป
ฉันยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความตกใจสุดขีด ถ้วยชาในมือแทบจะหล่นลงพื้น
“พิมพ์ดาว…”
น้องสาวต่างมารดาวัยยี่สิบปี เด็กสาวไร้เดียงสาที่ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวอะไรในโลกมืดนี้เลย
“ธนคะ! เราต้องช่วยพิมพ์ดาวนะ! พิมพ์ดาวไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย!”
ฉันโผเข้าไปคว้าแขนเสื้อของสามีไว้แน่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวรินไหล
ธนโอบกอดฉันไว้ สัมผัสอันหนักแน่นของเขาช่วยดึงสติของฉันกลับคืนมา
“ใจเย็น ๆ พริมา ฟังฉันนะ”
เขาประคองใบหน้าของฉันขึ้น สบตาฉันด้วยความมั่นใจที่ไม่มีวันสั่นคลอน
“พิมพ์ดาวปลอดภัยดี”
ฉันชะงักไป “อะไรนะ…?”
กรณ์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะอธิบายให้ฉันฟัง
“นายหญิงครับ ทันทีที่นายสั่งการเรื่องหย่าเมื่อสามสัปดาห์ก่อน นายได้สั่งให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษของเรา ไปพาตัวคุณพิมพ์ดาวออกจากหอพักที่เชียงใหม่เรียบร้อยแล้วครับ”
“ตอนนี้คุณพิมพ์ดาวกำลังพักผ่อนอยู่ที่เพนต์เฮาส์ลับในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายใต้การคุ้มกันระดับสูงสุดครับ”
“คนที่คนของดนัยกำลังจะไปจับตัวที่มหาวิทยาลัย… คือสายลับหญิงมือหนึ่งของเราที่ปลอมตัวเป็นคุณพิมพ์ดาวครับ!”
ฉันอ้าปากค้าง สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะด้วยความตกตะลึง
ธนก้มลงมองฉัน สายตาของเขาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งชัยชนะ
“ฉันบอกเธอแล้วไงพริมา… ฉันจะไม่ยอมให้ใครในครอบครัวของเราต้องตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด”
“ดนัยกับทรงพลคิดว่าพวกมันกำลังต้อนฉันเข้ามุมอับ”
“แต่มันไม่รู้เลยว่า… แผนการจับตัวประกันครั้งนี้ คือกับดักที่ฉันวางไว้เพื่อล่อให้พวกมันทุกคนมารวมตัวกันที่โกดังสมุทรปราการในคืนนี้!”
“คุณ… คุณวางแผนทั้งหมดนี้ไว้ล่วงหน้าแล้วเหรอคะ?”
“ใช่” ธนเอ่ยเสียงเรียบ
“โกดังร้างที่ท่าเรือสมุทรปราการ เดิมทีคือโกดังเก่าของตระกูลภัทรที่ฉันขายทิ้งไปเมื่อห้าปีก่อน”
“โครงสร้างภายใน ท่อระบายน้ำ มุมอับ และระบบกล้องวงจรปิดลับ… ไม่มีใครรู้จักมันดีไปกว่าฉัน”
“ฉันต้องการให้ทรงพลคิดว่ามันเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ”
“ฉันต้องการให้มันขนลูกน้องและหลักฐานการฟอกเงินทั้งหมดของมันมารวมกันไว้ที่นั่น เพื่อเตรียมการเซ็นสัญญาปล้นบริษัทของฉัน”
“และคืนนี้… ฉันจะปิดประตูตีแมว ล้างบางพวกมันทั้งหมดในคราวเดียว!”
“แล้วฉันล่ะคะ?” ฉันถาม “ทรงพลต้องการให้ฉันไปด้วยไม่ใช่เหรอ?”
“เธอจะอยู่ที่นี่ พริมา” ธนปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงเฉียบขาด
“ที่นี่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอและลูก ฉันจะไม่ยอมให้เธอพาตัวเองและลูกในท้องเข้าไปเสี่ยงในดงกระสุนเด็ดขาด”
“ไม่ค่ะธน!”
ฉันส่ายหน้าอย่างดึงดัน กุมมือเขาไว้แน่น
“ถ้าคุณไปคนเดียว ทรงพลจะรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ!”
“คนฉลาดแกมโกงอย่างทรงพล มันจะไม่มีวันปรากฏตัวออกมาจากที่ซ่อน ถ้ามันไม่เห็นตัวฉันที่เป็นกุญแจสำคัญในการเซ็นโอนหุ้น!”
“พริมา มันอันตรายเกินไป…”
“ฟังฉันนะคะธน!”
ฉันเขย่งปลายเท้าขึ้น จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา
“ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันเป็นแค่ภรรยาที่คอยยืนอยู่ข้างหลังคุณ คอยรับการปกป้องจากคุณอยู่ฝ่ายเดียว”
“หกเดือนที่ผ่านมา ฉันต้องทนทุกข์ทรมานเพราะคิดว่าตัวเองไร้ค่าและถูกคุณทอดทิ้ง”
“แต่วันนี้… ฉันคือแม่ของลูกคุณ ฉันกำลังอุ้มท้องสายเลือดตระกูลภัทรถึงสองคน!”
“ฉันไม่ใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่พร้อมจะแตกสลายอีกต่อไปแล้วค่ะ”
“ถ้าเราจะสร้างอนาคตที่ปลอดภัยให้ลูกของเราสองคน… เราต้องร่วมมือกันปิดฉากความมืดมิดนี้ไปด้วยกัน!”
ธนมองดูใบหน้าของฉัน นิ่งงันไปด้วยความทึ่งในความเด็ดเดี่ยวที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
รอยยิ้มภาคภูมิใจค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา
เขาดึงฉันเข้าไปจุมพิตอย่างดูดดื่ม จูบที่เต็มไปด้วยความรัก ความเชื่อมั่น และการยกย่อง
“เธอเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญที่สุดที่ฉันเคยพบมาในชีวิต พริมา”
เขาถอนริมฝีปากออก ลูบแก้มฉันเบา ๆ
“ตกลง… เราจะไปด้วยกัน”
“แต่เธอต้องสัญญา ว่าจะทำตามแผนการของฉันทุกขั้นตอน และสวมเสื้อเกราะกันกระสุนรุ่นพิเศษที่ฉันสั่งทำไว้ตลอดเวลา”
“ฉันสัญญาค่ะ”
เวลาสี่ทุ่มตรง ท้องฟ้าเหนืออ่าวไทยมืดสนิทราวกับม่านกำมะหยี่สีดำ
พายุฝนเริ่มสงบลง เหลือเพียงลมหนาวที่พัดพาเอากลิ่นไอเค็มของน้ำทะเลและกลิ่นสนิมเหล็กโชยมา
ขบวนรถตู้หุ้มเกราะสามคันแล่นเข้าสู่พื้นที่รกร้างของท่าเรือสมุทรปราการอย่างเงียบเชียบ
โกดังขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำ แสงไฟสปอตไลต์ส่องสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ
รอบโกดัง มีชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธสงครามนับสามสิบคนยืนคุมเชิงอยู่อย่างแน่นหนา
รถตู้ของธนแล่นเข้าไปจอดที่หน้าประตูทางเข้าใหญ่
ธนในชุดสูทสีดำสนิท ก้าวลงจากรถก่อน
เขาหันกลับมารับฉันที่สวมชุดเดรสหลวมสีดำ ทับด้วยเสื้อโค้ตหนาที่ซ่อนเสื้อเกราะกันกระสุนไว้ข้างในอย่างแนบเนียน
กรณ์ถือกระเป๋าเอกสารหนังสีดำเดินตามหลังมาติด ๆ
ประตูเหล็กของโกดังเปิดออก เผยให้เห็นพื้นที่กว้างขวางภายในที่เต็มไปด้วยตู้คอนเทนเนอร์เก่า
ตรงกลางห้อง มีโต๊ะไม้ตัวยาวตั้งอยู่
เสี่ยทรงพล ชายวัยห้าสิบเศษรูปร่างท้วมในชุดผ้าไหมราคาแพง นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่
ข้างกายของเขาคือ ทนายดนัย ที่ยืนหน้าซีด ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดระแวง
และด้านหลัง มีหญิงสาวคนหนึ่งถูกมัดมือไพล่หลัง มีถุงผ้าสีดำคลุมศีรษะไว้ นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น
“ฮ่าๆๆๆ! ตรงเวลาเป๊ะเลยนะคุณธน!”
เสี่ยทรงพลปรบมือเสียงดังลั่น แววตาเต็มไปด้วยความลำพองใจ
“นึกว่าพญามังกรแห่งกรุงเทพฯ จะใจเสาะ ไม่กล้าพาลูกเมียมาตามนัดเสียแล้ว!”
ธนก้าวเดินตรงไปข้างหน้าอย่างสง่างาม ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยอำนาจอันน่าเกรงขาม
เขาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะ ห่างจากเสี่ยทรงพลเพียงห้าเมตร
“ปล่อยตัวพิมพ์ดาว” ธนเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลังจนบรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือก
“ใจเย็น ๆ สิคุณธน จะรีบร้อนไปไหน”
ทรงพลพยักหน้าให้ลูกน้องเปิดกระเป๋าเอกสารบนโต๊ะ
“เซ็นเอกสารโอนหุ้นและสิทธิ์ในสัมปทานท่าเรือทั้งหมดห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ให้ฉันก่อน”
“และให้นังพริมา เมียรักของเธอ เซ็นชื่อยินยอมในฐานะคู่สมรสและผู้จัดการทรัพย์สินของทายาทในท้อง!”
“ทันทีที่หมึกแห้ง… ฉันจะปล่อยตัวน้องสาวมันให้กลับไปนอนกอดกันที่บ้าน!”
ธนปรายตามองทนายดนัย แววตาคมกริบดั่งมีดกรีด
“ดนัย… สิบห้าปีที่แกทำงานรับใช้ตระกูลฉันมา แกได้เงินเดือน ได้โบนัส ได้เกียรติยศมากกว่าใคร ๆ”
“แกเลือกที่จะทรยศฉัน เพื่อเศษเงินของคนสารเลวคนนี้งั้นเหรอ?”
ทนายดนัยสะดุ้งสุดตัว ไม่กล้าสบตาธน เขาก้มหน้าลงต่ำแล้วเอ่ยเสียงสั่น
“คุณธนครับ… ผมไม่มีทางเลือก… เสี่ยทรงพลมีหลักฐานเรื่องบ่อนการพนันของลูกชายผม…”
“มึงจะไปอธิบายให้มันฟังทำไมไอ้ดนัย!” ทรงพลตวาดลั่นอย่างรำคาญ
“ไอ้ธน! มึงเลิกพล่ามไร้สาระได้แล้ว! เซ็นชื่อเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นกูจะเป่าหัวน้องเมียมึงตรงนี้แหละ!”
ลูกน้องของทรงพลชักปืนพกออกมา จ่อเข้าที่ขมับของหญิงสาวที่ถูกคลุมศีรษะไว้
ฉันแสร้งทำเป็นตัวสั่นเทา ก้าวเข้าไปเกาะแขนของธนไว้ ร้องไห้ออกมาอย่างสมบทบาท
“ธนคะ… เซ็นเถอะค่ะ… ได้โปรดช่วยพิมพ์ดาวด้วยเถอะนะคะ!”
“เห็นไหมล่ะไอ้ธน เมียมึงยังฉลาดกว่ามึงเยอะ!” ทรงพลหัวเราะเยาะอย่างสะใจ
ธนถอนหายใจยาว แสร้งทำเป็นจำนนต่อสถานการณ์
เขาเอื้อมมือไปหยิบปากกาบนโต๊ะขึ้นมา
“เอาเอกสารมา”
ทนายดนัยรีบเลื่อนกองเอกสารไปตรงหน้าธนทันทีด้วยมือที่สั่นระริก
ธนเปิดดูเอกสารทีละหน้า
จนกระทั่งถึงหน้าสุดท้าย… หน้าที่มีช่องสำหรับลงลายมือชื่อของเขาและฉัน
ธนจรดปลายปากกาลงไป
แต่แทนที่จะเซ็นชื่อ… เขากลับกดปุ่มสวิตช์ลับที่ซ่อนอยู่ตรงก้นปากกาด้ามนั้นเบา ๆ สามครั้ง!
ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…
สัญญาณความถี่สูงถูกส่งออกไปในอากาศทันที
พรึ่บ!
ระบบไฟฟ้าส่องสว่างทั้งหมดภายในโกดังดับวูบลงในพริบตาเดียว!
ความมืดมิดอันสมบูรณ์แบบเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้ว!
“เฮ้ย! ไฟดับได้ยังไงวะ! คุ้มกันกูเร็ว!” ทรงพลร้องตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก
ปัง!
เสียงปืนนัดแรกดังขึ้น ไม่ใช่จากคนของทรงพล
แต่เป็นหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่บนพื้น!
ร่างนั้นสะบัดเชือกที่หลุดหลวมออกอย่างง่ายดาย กระชากถุงคลุมหัวทิ้ง
เธอชักปืนพกสั้นที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าบูท ยิงเข้าที่ข้อมือของลูกน้องที่ยืนคุมเธออยู่จนปืนหลุดกระเด็น!
“สายลับหญิง! นังนี่ไม่ใช่พิมพ์ดาว!” ทนายดนัยกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด
ฟิ้ว! ปัง!
ลูกกระสุนควันและระเบิดแฟลชสว่างวาบถูกยิงเข้ามาจากหลังคาโกดัง
แสงสว่างจ้าบาดตาสลับกับเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้คนของทรงพลตาพร่ามัวและเสียการทรงตัว
“บุก!”
เสียงประกาศิตของ พลตำรวจตรี วีระชัย ผู้บัญชาการกองกำลังปฏิบัติการพิเศษ ดังกระหึ่มขึ้นผ่านเครื่องขยายเสียง
เจ้าหน้าที่คอมมานโดและหน่วยอรินทราช 26 ในเครื่องแบบสีดำพร้อมกล้องมองกลางคืนกว่าห้าสิบนาย พุ่งทะลักเข้ามาจากทุกทิศทาง!
“ทิ้งอาวุธแล้วหมอบลงกับพื้นเดี๋ยวนี้! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ!”
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งโกดัง
ธนดึงฉันเข้าไปหลบอยู่หลังตู้คอนเทนเนอร์เหล็กขนาดใหญ่ในเสี้ยววินาที
เขาใช้ร่างกายอันสูงใหญ่ของเขากำบังฉันไว้จนมิดชิด
“อยู่ตรงนี้ อย่าขยับนะพริมา”
เขาจุมพิตหน้าผากฉันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชักปืนพกคัสตอมสีเงินของเขาออกมา
ลูกน้องของทรงพลที่พยายามจะยิงสู้ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรณ์ยิงสกัดจนล้มตายและบาดเจ็บระเนระนาด
ความโกลาหลเกิดขึ้นไม่ถึงสามนาที
คนของทรงพลเกือบทั้งหมดทิ้งอาวุธและยกมือยอมจำนน
ทรงพลที่เห็นว่าสถานการณ์พลิกผันจนหมดรูป พยายามจะวิ่งหนีออกไปทางประตูด้านหลังริมน้ำ
ในมือของเขากำรีโมตจุดชนวนระเบิดไว้แน่น
“ถ้ากูไม่รอด พวกมึงทุกคนก็ต้องตายอยู่ที่นี่ด้วยกัน!”
ทรงพลกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง หมายจะกดปุ่มระเบิด C4 ที่เขาแอบติดตั้งไว้รอบโกดัง
แต่ก่อนที่นิ้วโป้งของเขาจะทันได้กดลงบนสวิตช์
ปัง!
กระสุนปืนจากกระบอกสีเงินของธน พุ่งทะลุเข้าที่หัวไหล่ขวาของทรงพลอย่างแม่นยำ!
รีโมตระเบิดหลุดกระเด็นตกกระแทกพื้น
ทรงพลร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นปูน
ทนายดนัยที่พยายามจะคลานหนี ถูกกรณ์ใช้เท้าเหยียบเข้าที่กลางหลังจนแนบสนิทกับพื้น
“อย่ายิง! ผมยอมแล้ว! อย่ายิงผม!” ดนัยร้องไห้ออกมาอย่างน่าสมเพช
ไฟสปอตไลต์ฉุกเฉินสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง เผยให้เห็นภาพความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของฝ่ายศัตรู
พลตำรวจตรีวีระชัย ก้าวเข้ามาในโกดังพร้อมกับหมายจับของศาลฎีกา
“นายทรงพล เตชะวรินทร์ และนายดนัย ศิริวัฒน์”
“พวกคุณถูกจับกุมในข้อหากบฏความมั่นคง, ค้ามนุษย์ข้ามชาติ, ฟอกเงิน, พยายามฆ่า และก่อการร้าย”
“หลักฐานบัญชีลับและเทปบันทึกเสียงทั้งหมดที่คุณธนส่งมอบให้ทาง ปปง. และดีเอสไอเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน…”
“เพียงพอที่จะทำให้พวกคุณต้องรับโทษประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการลดหย่อนโทษ!”
ทรงพลเงยหน้าขึ้นมองธนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและสิ้นหวัง
เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกจากบาดแผลที่ไหล่
“ไอ้ธน… มึง… มึงวางแผนล่อกูมาตั้งแต่แรก…”
ธนเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าชายชั่ว ก้มมองมันด้วยสายตาที่เย็นชาดั่งพญามัจจุราช
“ทรงพล… ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของมึง…”
“ไม่ใช่การปฏิเสธไม่ร่วมมือกับกู”
“แต่คือการที่มึงกล้าเอาภรรยาและลูก ๆ ของกู มาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง”
“จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุกมืด ชดใช้กรรมที่มึงเคยก่อไว้กับทุกคนซะ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวทรงพลและดนัย สวมกุญแจมือและลากตัวออกไปจากโกดังทันที
เครือข่ายอาชญากรรมที่ทรงอิทธิพลและน่าสะพรึงกลัวที่สุดในประเทศ ได้ถูกทำลายล้างลงอย่างราบคาบในค่ำคืนนี้
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ท่าเรือริมอ่าวไทยอีกครั้ง
ธนหันหลังกลับมาหาฉัน
เขาโยนปืนในมือทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี
แล้วก้าวเร็ว ๆ เข้ามาหาฉัน
เขารวบตัวฉันเข้าไปกอดไว้ในอ้อมอกแน่น สองแขนโอบรัดราวกับกลัวว่าฉันจะสลายหายไป
“จบแล้วพริมา…”
เสียงของเขาสั่นเครือ ทว่าเปี่ยมล้นไปด้วยความโล่งใจอันมหาศาล
“ฝันร้ายของพวกเรา… มันจบลงแล้วจริง ๆ”
ฉันซบหน้าลงกับแผงอกของเขา ปล่อยให้น้ำตาแห่งความสุขไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
สองมือของฉันโอบรอบคอของเขา จุมพิตซอกคอที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและไอทะเล
“ขอบคุณนะคะธน… ขอบคุณที่ปกป้องพวกเรา”
“ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ”
เขาผละออกเล็กน้อย ประคองดวงหน้าของฉันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
ริมฝีปากอุ่นของเขาประทับลงบนริมฝีปากของฉัน
เป็นจูบที่ลึกซึ้ง อ่อนหวาน และยาวนาน
จูบที่ชะล้างความเจ็บปวด ความเข้าใจผิด และความหนาวเหน็บตลอดหกเดือนที่ผ่านมาจนหมดสิ้น
เขาเลื่อนมือลงมาทาบที่หน้าท้องของฉัน สัมผัสไออุ่นของชีวิตน้อย ๆ ทั้งสองคน
“กลับบ้านของเรากันเถอะนะที่รัก”
เขาเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากฉัน
“บ้านที่ไม่มีความลับ บ้านที่ไม่มีความกลัวอีกต่อไป”
หกเดือนต่อมา
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ห้องคลอด VIP ชั้นสูงสุด
แสงแดดยามเช้าสีทองอบอุ่นสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ มองเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครอันงดงาม
เสียงร้องไห้อันก้องกังวานและทรงพลังของทารกแรกเกิดดังก้องไปทั่วทั้งห้อง
อุแว้… อุแว้… อุแว้…
ตามด้วยเสียงร้องไห้อีกหนึ่งเสียงที่ดังประสานกันขึ้นมาในเสี้ยววินาทีต่อมา
“ยินดีด้วยครับคุณธน คุณพริมา!”
นายแพทย์ผู้ทำคลอดส่งเสียงแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ทารกแฝดชายหญิงแข็งแรงสมบูรณ์ดีมากครับ!”
“คนพี่เป็นผู้ชาย น้ำหนักสามพันกรัม คนน้องเป็นผู้หญิง น้ำหนักสองพันเก้าร้อยกรัมครับ!”
พยาบาลนำทารกน้อยทั้งสองคนที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ห่อด้วยผ้าอ้อมสีขาวนุ่ม มาวางลงบนอกของฉัน
เด็กชายตัวน้อยมีคิ้วเข้มและสันจมูกโด่ง ถอดแบบมาจากพ่อของเขาไม่มีผิดเพี้ยน
ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยมีริมฝีปากจิ้มลิ้มสีชมพูระเรื่อและพวงแก้มกลมเนียนเหมือนฉัน
ธนยืนอยู่ข้างเตียง ในชุดปลอดเชื้อสีฟ้า
ดวงตาของมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้พร่ามัวไปด้วยน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มใจอย่างที่สุด
เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง จูบลงบนหน้าผากของฉันอย่างแผ่วเบา
ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นปลายนิ้วไปสัมผัสแก้มนุ่มนิ่มของลูกชายและลูกสาว
มือเล็ก ๆ ของลูกสาวเอื้อมขึ้นมาจับนิ้วชี้ของธนไว้แน่น
ธนสะอื้นออกมาเบา ๆ อย่างไม่อาจอายใคร
“ขอบคุณนะพริมา… ขอบคุณสำหรับสิ่งมหัศจรรย์นี้”
“คุณจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรคะธน?” ฉันถามเขาด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข
ธนมองดูลูกทั้งสองคน แววตาของเขาอบอุ่นดั่งแสงตะวันในยามเช้า
“คนพี่… ฉันอยากให้ชื่อว่า ‘ธันวา’ ที่แปลว่าความมั่นคงและชัยชนะ”
“ส่วนคนน้อง… ฉันอยากให้ชื่อว่า ‘พราวฟ้า’ ที่แปลว่าดวงดาวที่สว่างไสวและงดงามที่สุดบนท้องฟ้า”
“ธันวา กับ พราวฟ้า…” ฉันพึมพำทบทวนชื่อนั้น “เพราะมากเลยค่ะ”
หนึ่งปีต่อมา
คฤหาสน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของตระกูลภัทร
สนามหญ้าสีเขียวขจีริมน้ำ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอันสดใสของเด็กน้อยสองคนที่กำลังเตาะแตะวิ่งไล่จับผีเสื้อ
พิมพ์ดาวที่เรียนจบกลับมาจากอังกฤษ กำลังนั่งช่วยกรณ์จัดเตรียมของเล่นและผลไม้อยู่ที่ศาลาริมน้ำ
เสี้ยนหนามและเครือข่ายผิดกฎหมายทั้งหมดถูกธนกวาดล้างและส่งมอบให้ทางการจัดการจนหมดสิ้น
ธุรกิจของตระกูลภัทรได้รับการปรับโครงสร้างใหม่กลายเป็นกลุ่มทุนเพื่อการศึกษาและพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ
ธนวางมือจากโลกมืดอย่างถาวร กลายมาเป็นนักธุรกิจสีขาวและเป็นแฟมิลี่แมนอย่างสมบูรณ์แบบ
ฉันยืนพิงระเบียงไม้ริมน้ำ มองดูภาพความสุขตรงหน้าด้วยหัวใจที่อิ่มเอม
วงแขนอันแข็งแกร่งและอบอุ่นโอบกอดรอบเอวของฉันจากทางด้านหลัง
คางของธนเกยลงบนไหล่ของฉัน กลิ่นกายอันคุ้นเคยทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยและสงบสุขเสมอ
“คิดอะไรอยู่เหรอที่รัก?” เขาเอ่ยกระซิบข้างหู
ฉันหันกลับไปสบตาเขา ยกสองมือขึ้นลูบสันกรามคมสันของสามี
“ฉันกำลังคิดถึงเช้าวันนั้นค่ะ… วันที่ฉันอาเจียนใส่เอกสารหย่าในห้องทำงานทนาย”
ธนหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มของเขาในวันนี้ช่างสว่างไสวและไร้ซึ่งเงาแห่งความกังวล
“นั่นคือการอาเจียนที่วิเศษที่สุดในชีวิตของฉันเลยนะ”
เขาจับมือฉันขึ้นมาจูบเบา ๆ บนแหวนแต่งงานเพชรเม็ดงามที่ฉันสวมกลับคืนมาบนนิ้วนางข้างซ้าย
“เพราะถ้าไม่มีการอาเจียนในวันนั้น… ฉันคงไม่มีวันได้รู้ว่าของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต กำลังรอคอยฉันอยู่ตรงนี้”
เขาก้มลงมองลูกน้อยทั้งสองคนที่กำลังวิ่งเข้ามาหาพวกเรา
“พ่อครับ! แม่ครับ! ดูเรือใบสิครับ!”
เสียงเจื้อยแจ้วของธันวาดังขึ้น พร้อมกับพราวฟ้าที่ชูมือน้อย ๆ ร้องให้อุ้ม
ธนก้มลงช้อนตัวลูกสาวขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งก็โอบไหล่ฉันและลูกชายเข้ามาแนบชิด
สายลมเย็นยามเย็นพัดผ่านผิวน้ำเจ้าพระยาเป็นระลอกคลื่นประกายสีทอง
ชีวิตที่เคยเกือบจะพังทลายลงในวันนั้น
บัดนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ด้วยความรัก ความเสียสละ และความผูกพันที่ไม่มีสิ่งใดในโลกจะพรากจากกันได้อีก
ฉันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด
หัวใจของฉันได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบแล้วในอ้อมกอดนี้
และเรื่องราวความรักของเรา… จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างงดงามชั่วนิรันดร์

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!